(เรื่องสั้น) ส่วนหนึ่งที่เล็กๆของเธอ

ฉันไม่รู้ว่าตัวเองสามารถทนต่อการถูกทรมานมากมายขนาดนี้ได้อย่างไร มันเริ่มชินและชาตั้งแต่ตอนไหน หรือใครคือคนแรกที่ทรมานฉัน จำได้เพียงมันคือหนทางที่ฉันเดินมาและคงอยู่ แม้จะหาหนทางออกไปได้แต่ปลายทางก็ยังคงเหมือนเดิม คงมีความทรมานอยู่เช่นเดิม

ถ้าเข้าใจในสิ่งที่ฉันบอกคงคิดว่าฉันเป็นหญิงสาวผู้มีความทุกข์อยู่รอบตัว ความเจ็บปวดอยู่ภายใน และมีกลิ่นไอที่หม่นหมองเกินไป

ใช่ ใครๆก็พูดอย่างนั้น แม้บางครั้งฉันจะไม่รู้ตัวเลยก็ตาม ว่ากำลังมีอาการที่แสดงออกถึงความซึมเศร้าเล็กๆน้อยๆ มนุษย์ทั่วไปคุ้นชินกับความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตประเภทเดียวกันกับตน และไม่มีความสนใจในนิสัยเพื่อจำแนกบุคคลนั้นคนนี้แบบจำเพาะว่าใครเป็นอย่างไร อาจยกเว้นบางคนที่มีความรักให้อีกคนมาก จนรู้สึกถึงอีกฝ่ายได้ทุกๆอย่างแม้อีกฝ่ายเก็บสิ่งต่างๆลงลึกเอาไว้ภายใน แต่พวกคนอย่างเรา อย่างอีกโลกหนึ่งมักแตกต่างเสมอ บางคนสัมผัสหัวใจอีกคนหนึ่งได้เพียงแค่เดินผ่าน เพียงแค่สวนทางกัน แม้ไม่รู้จักกัน แม้ไม่รักกัน

คำถาม ตอนนี้ฉันอยู่ที่ใด
คำตอบ ฉันอาศัยอยู่ในโลกของคนปกติ แต่มักใช้ชีวิตในอีกโลกที่ไม่ปกติ

การแบ่งแยกเหล่านี้ทำให้ฉันไม่เคยเป็นปกติสุขได้ ราวกับชิ้นส่วนของจิตวิญญาณไม่เคยสมบูรณ์ เมื่อคุณอยู่อีกที่ แต่ความคิดของคุณอยู่อีกแห่ง และเมื่อคุณหายใจอยู่อีกแห่ง แต่หัวใจของคุณกลับเต้นสั่นไหวอยู่อีกที่ สิ่งเล็กๆเหล่านี้เป็นเรื่องเล็กลงมาเมื่อเวลาทำให้ฉันชินชา แต่มันก็สร้างบาดแผลระยะยาวเอาไว้มากมาย ตอนที่เมื่อฉันยังเพิ่งเริ่ม ฉันก็คงเป็นได้แค่สิ่งที่ไม่เคยตั้งตัวอะไรได้ทัน ล้มทั้งยืนกระทันหันอยู่เสมอ กว่าจะปรับตัวได้ก็กลายเป็นสูญเสียอะไรมากมาย ทำหลายอย่างหายไปเกือบหมด ที่เหลืออยู่ตอนนี้ก็มีเพียงเศษชิ้นส่วนเก่าๆของฉันที่แตกสลายมานับไม่ถ้วน ฉันค่อยๆเก็บมันเอาไว้แต่ไม่เคยคิดจะลองต่อติดชิ้นส่วนเหล่านั้นให้คงเดิม เพราะมันไม่จำเป็น แค่เก็บมันเอาไว้ก็พอ

สิ่งที่ฉันรัก สิ่งที่ฉันสนิทใจมักอยู่อีกโลกหนึ่งเสมอ ทำให้อีกโลกหนึ่งของฉันไม่มีอะไร ไม่มีอะไรมากนัก และบ่อยครั้งก็ว่างเปล่า แต่ฉันก็ไม่ได้พูดอะไร อะไรที่จะทำให้มีผลต่ออีกโลกหนึ่งของฉัน ฉันยอมรับนั่นนี่จนเป็นนิสัยและไม่บ่นอะไรยามที่สมควรต้องตัดพ้อชีวิต

เพราะฉันคิดว่าชีวิตที่บัดซบของฉันนั้นมีค่าในแบบของมัน คนเรามีหลายเรื่องนักที่ต้องชดใช้ให้กับหลายสิ่งที่ได้ทำลงไป ไม่ว่าจะเมื่อไหร่หรือผ่านมานานแค่ไหนแล้วก็ตาม ไม่ว่าจะจดจำได้หรือไม่เคยจดจำ ทุกสิ่งล้วนมีเหตุผลให้เกิดเสมอ ฉันได้เรียนรู้และพบเจอสิ่งต่างๆมากมาย มากกว่ามนุษย์ทั่วไปจะเข้าใจและหยั่งถึง มากกว่ามนุษย์ทั่วไปจะมีโอกาส คุณคิดว่ามันอาจทำให้โลกของคุณมีปัญหา คิดว่าเรื่องจากอีกโลกทำให้เด็กสาวคนหนึ่งต้องมีชีิวิตที่แตกสลายและไม่ปกติสุขอีก แต่คุณเคยถามเด็กสาวหรือยังว่าเธอคิดอย่างไร เธอคิดอะไรยามที่ร้องไห้และนำตาไหลอาบแก้ม เธอคิดอะไรเวลาที่เธอซึมเศร้าและเจ็บป่วย อาจเจ็บปวด หรือเคียดแค้น ชิงชัง หรืออาจปล่อยวาง ไม่มีใครรู้ นอกจากเธอที่รู้ นอกจากฉัน

บ่อยครั้งฉันก็หาทางเยียวยาตนเอง และทำทุกอย่างปกติ มันไม่ได้ช่วยมากนักเพราะหลายสิ่งที่ไม่เป็นตัวของตัวเอง แต่กระนั้นฉันก็คิดว่ามันดี ดีบ้าง ลืมได้บ้าง นึกออกบ้าง ลืมไปบ้าง บางครั้งก็สนุก อาจไม่สามารถสร้างมิตรภาพระยะยาวหรือพูดคุยกับใครได้จริงจังกับใครแต่ถ้ายอมรับมันได้ ก็แค่อยู่กับมันไป เรื่อยๆ เวลาจะทำให้ความชินชาช่วยฉันในหลายๆเรื่องเหมือนที่เคยช่วยมา ฉันยังคงแปลกแยกและไม่เป็นตัวเองในโลกของคนปกติ แต่ก็ยังอยู่ได้และเรียนรู้ไปเรื่อยๆพร้อมๆกับเวลาที่มีให้ สำหรับอีกโลกที่ฉันเอาชีวิตไปใช้จนมีเรื่องราวมากมายก็ยังคงเกาะติดอยู่กับฉันเสมอ เป็นความสามารถของฉันที่สามารถใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางสองสิ่งที่แตกต่าง ฉันอาจดุร้าย ปราดเปรื่องในโลกที่เหมาะกับฉัน แต่พอกลับมาอีกโลกหนึ่งฉันก็ต้องเป็นคนธรรมดาและไม่มีอะไร ออกจะดูไร้ค่าด้วยซ้ำไป บ้างก็ดูโง่เง่า บ้างก็ดูมอมแมม บ้างก็เป็นที่อคติของบางคนที่ไม่ชอบหน้าฉันโดยไม่มีสาเหตุใดๆ แต่นั่นแหละชีวิตที่ธรรมดาของมนุษย์ที่ฉันจะมีได้เวลาอาศัยอยู่ในโลกที่ปกติ ส่วนเวลาที่ฉันอาศัยอยู่อีกโลกหนึ่งที่สามารถเป็นตัวเอง ได้ คนปกติจากโลกที่ธรรมดาคงคาดไม่ถึงกันหรอกว่าความเป็นตัวของตัวเองในแบบฉันนั้นแท้จริงแล้วมันเป็นอย่างไร... ซึ่งฉันก็ดีใจที่ดูโง่เง่าในสายตาของพวกเขา พวกเขาไม่รู้อะไร คือสิ่งที่ดีที่สุดแล้วล่ะมั้ง

.......................................................................................................
ชายหนุ่มผมสีน้ำตาลเข้มนั่งลงเคียงข้างกับหญิงสาวผอมบางคนหนึ่ง ในห้องพักที่มีกลิ่นของยาสมุนไพร ยาต้มและสมุนไพรแห้งหลากชนิด มันไม่เข้ากันกับห้องสีขาวทันสมัยนี้ แต่พอหลายวันผ่านมาเขาก็เริ่มชินและพูดลอยๆว่าชอบอยู่บ่อยครั้งให้เธอฟัง อาจเพราะว่าเขาชอบมองเธอเคลื่อนไหวและทำสิ่งต่างๆอยู่ในห้องนี้ ชอบที่เธอเดินตรวจเมล็ดสมุนไพรต่างๆ ชอบที่เธอค่อยๆก้มมองน้ำต้มเดือดในหม้อ ชอบที่เธอค่อยๆใช้มือกำยาที่ตากแห้ง ชอบที่เธอค่อยๆใช้นิ้วเรียวยาวเขี่ยเมล็ดยาต่างๆเพื่อกะปริมาณสำหรับปรุง ชอบมองเธอยามเผลอเวลาหั่นหัวสมุนไพรต่างๆหรืออ่านหนังสือปรุงยาหรือความรู้เกี่ยวกับมัน เธอดูเป็นตัวเองเหลือเกินเมื่อได้อยู่กับสิ่งที่ตัวเองชอบ ดูมีมนต์ขลังน่ามอง ดูแตกต่าง บางครั้งผมก็คิดว่าเธอหน้าตาและรูปร่างเปลี่ยนไปเวลาที่ได้ทำ จับ หรือสัมผัสอะไรที่เป็นตัวเอง แต่เพราะสิ่งต่างๆในช่วงนี้ทำให้ผมได้เรียนรู้ว่าควรเฉย และเงียบ เมื่อเห็นสิ่งใดที่ดูไม่ธรรมดากว่าที่คนเราจะเข้าใจ พอทำได้เช่นนั้น ก็เหมือนผมได้เข้าไกล้เธอมากขึ้น ผมบอกเธอทุกวันที่มีเวลาอยู่ด้วยกันว่าผมชอบอะไรบ้างเกี่ยวกับเธอในช่วงนี้ เธอพยักหน้ารับและตอบรับว่าชอบตัวเองเช่นกัน แม้จะมีเรื่องแย่ๆในตอนนี้ก็ยังพอมีเวลาได้ทำสิ่งเหล่านี้บ้าง และผมรู้ว่าเราจำเป็นต้องเจอเรื่องทีี่แย่กว่านี้ในอีกไม่กี่วัน แต่เราก็แค่รอ ระหว่างรอเราก็แค่ใช้ชีวิตให้ปกติที่สุด

"เธอคิดว่าตัวเองอ่อนแอหรือเปล่า" ผมถามเธอ หลังจากที่ขอให้เล่าเกี่ยวกับส่วนหนึ่งเล็กๆจากเธอ
"ก็ใช่นะ ฉันอ่อนแอมากๆในบางเรื่อง บางเรื่องก็เข้มแข็งได้แม้จะทุกข์ทรมาน ฉันคิดว่ามันขึ้นอยู่กับตัวเรา ว่าจะถนัดใช้ด้านไหนมากกว่า.. หรือใช้บ่อยแค่ไหน ทุกคนมีสองสิ่งนี้นะ อ่อนแอ-เข้มแข็ง แค่บางคนอาจใช้ด้านในด้านหนึ่งบ่อยเกินไป อีกด้านเลยดูเหมือนไม่มีหรือซุกซ่อนอยู่ภายใน"
"ฉันคิิดว่าเธอแกร่งมาก คำๆนี้เหมาะสมกับเธอมากที่สุดเลย รู้มั้ย"
เธอยิ้มบางๆตอบ แลดูเหนื่อยล้า
"ถ้าเป็นฉัน คงไม่สามารถทนต่ออะไรในหลายๆสิ่งที่เธอทน ฉันคงผ่านมันมาไม่ได้เหมือนที่เธอผ่านมา ไม่ก็คงจบชีวิตตนเอง.." ผมบอก
"นี่ มองฉันสิ" เธอพูดขึ้น
และเขาหันมามองเธอ มองดูเธอจ้องตอบด้วยแววตาที่เหนื่อยล้าเหลือเกิน
"ฟังนะ.. ถึงจะรอดมาได้ แต่ก็ไม่สมบูรณ์ ผ่านมาได้แต่ก็เสียอะไรไปมาก เหมือนคนเราไปออกรบด้วยความรู้สึกทั้งห้า พอกลับมา.. หมายถึงสามารถรอดกลับมาได้น่ะ แต่ความรู้สึกทั้งห้ากลับเหลือเพียงแค่หนึ่ง.. รู้มั้ย" เธอจับแขนผมเบาๆ "นายเป็นคนดีเหลือเกิน และมันดีมากที่ไม่ต้องไปผ่านอะไรแบบนั้น แบบที่ฉันผ่านมา มันอาจทำให้นายไม่เป็นนายแบบตอนนี้ ฉันอาจไม่ได้ยืนอยู่ตรงนี้ และมองดวงตาของนาย" เธอเอื้อมมือมา สัมผัสดวงตาของผมอย่างแผ่วเบา "นายมีดวงตาที่อบอุ่นเหลือเกิน ดวงตาของคนที่ใส่ใจอยู่ตลอดเวลา... รักษามันไว้แบบนี้ตลอดไปนะ" เธอพูดด้วยเสียงที่สั่นเคลือ มันทำให้หัวใจของผมรู้สึกสั่นไหวไปด้วย ผมบีบมือเธอแน่นๆเป็นการยืนยันคำตอบว่าจะรักษามันเอาไว้
"และ เธอก็ต้องอยู่ให้ฉันมองเห็นแบบนี้ไปนานๆนะ จะได้มั้ย?" ผมพูด
..
แต่เธอไม่ได้ตอบกลับมา

แค่มองมา แล้วยิ้มให้อย่างที่เคย
เธอพิงไหล่ของผม และผมกอดเธอเอาไว้แน่นๆ เราต่างให้กำลังใจกัน ในแบบของเรา เธอพูดว่าดีใจที่มีผมเป็นเพื่อน ทั้งที่ผมนั้นดีใจมากกว่าที่เธอพูดคำนั้นออกมา เหมือนว่าเธอยอมรับผมให้ได้เป็นเพื่อนของเธอ

ความเหนื่อยล้าของวันนี้จะหายไป ผมบอกเธอ และเธอปฎิเสธอย่างรวดเร็วว่า ไม่จริงหรอก ก่อนจะหัวเราะเบาๆ และมันทำให้ผมหัวเราะไปด้วย ผมจึงให้เธอนอนพัก ไม่ต้องกังวลสิ่งใด ผมจะอยู่ตรงนี้ตอนที่เธอพักผ่อนเอง ก่อนจะลูบผมเธอเบาๆให้เธอเข้าใจ

และบอกเธออีกครั้งว่า มันจะค่อยๆหายไป..
และครั้งนี้เธอไม่ได้ค้าน

.
.
...........................................................................................................
🍃🌸🍃🌸🍃🌸🍃
©salinsiree
If you have any questions, or would like to talk, contact me!
salinsiree.witchy@yahoo.com

(เรื่องสั้น) mission of sily ภารกิจของไซลี่ : ตอนพิเศษ - วันเกิดของฉัน

ปัจฉิมบท
............................
ท่ามกลางกองเลือดสีแดงที่ไหลนองและเศษเนื้อจากชิ้นส่วนต่างๆที่กระจัดกระจายเป็นจุดเล็กๆบนพื้นสีขาวเหล่านั้น โดดเด่น ทุกอย่างย่อมโดนเด่นบนพื้นฐานสีขาว คุณจะแต่งเติมสีใดลงบนสีขาวก็ได้มันย่อมโดดเด่นหากสีนั้นเข้มและแข็งแรงพอ เฉกเช่นตอนนี้ สีแดงฉานบนสีขาว..

ท่ามกลางกองเลือดสีแดงที่ไหลนอง บางชิ้นส่วนใหญ่ บางชิ้นส่วนเล็ก บางชิ้นส่วนเกือบสมบูรณ์ แต่บางชิ้นส่วนก็ขาดหาย น้อยเกินไปที่จะดี และมีมากเกินไปที่ใช้ไม่ได้ แต่กระนั้นก็ยังมี..

ท่ามกลางกองเลือดสีแดงที่ไหลนองและเศษเนื้อ-ชิ้นส่วนต่างๆที่กระจัดกระจายเป็นจุดเล็กๆบนพื้นสีขาวเหล่านั้น มีบางอย่างกำลังเคลื่อนไหว.. บางอย่างที่มีสีดำแปลกแยกปกคลุม.. มันเคลื่อนไหวช้าๆอย่างบิดเบี้ยวและโหยหา โหยหาสิ่งมีชีวิตที่ยังคงเหลือจากกองเลือดเหล่านั้น..

ร่างของเด็กสาวผ่ายผอมคนหนึ่งกำลังเคลื่อนไหว หล่อนผอมบางมีเพียงเนื้อหนังน้อยนิดหุ้มกระดูก ผมของหล่อนยาวและมันมีสีดำ ดำเฉกเช่นสีของนัยน์ตาหล่อน สองแขนของหล่อนห้อยตกลงเหนื่อยล้าไหล่ลู่ห่องุ้ม คอที่อ่อนแอจนไม่อาจเชิดชูส่วนที่อยู่บนสุด และขาที่เล็กทั้งยังสั่นไหวสองข้างนั้นใช้งานได้ไม่ดี ฝั่งซ้ายที่อ่อนแรงคอยรับน้ำหนักแทนฝั่งขวาที่ไม่อาจรับน้ำหนักได้มาก หลังของหล่อนห่อ-งองุ้มเพราะความเจ็บป่วยภายในตัว ภายในท้อง ภายใต้ซี่โครงเหล่านั้น คลื่นซี่โครงที่เคลื่อนไหวผ่านผิวหนังชั้นนอกที่บอบบาง บางเสียจนเห็นการเคลื่อนไหวของกระดูกที่อยู่ข้างใต้ หล่อนพาร่างที่บิดเบี้ยวนี้เคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้า มองดูให้เหมือนเอียงไปเอียงมา มุ่งหน้าไปยังทิศทางที่มีกองเลือดสีแดงฉานแผ่กว้างอยู่เบื้องหน้า สีดำแปลกแยกปกคลุมหล่อนอีกครั้งเป็นหนึ่งเดียวที่เติมเต็ม

สองเท้าที่เปล่าเปลือยไม่มั่นคงและเย็นเฉียบนั้น ค่อยๆออกก้าวเดินทีละข้าง.. ทีละข้าง.. ช้าๆ.. และเมื่อก้าวแรกได้จมลงบนกองเลือด เมื่อผิวหนังได้สัมผัสความเย็นชื้น-ที่เหนียวเหนอะและเข้มข้นเบื่องล่าง หล่อนจึงหยุดนิ่งและลืมตาที่ไกล้หลับไหลมองดูโดยไม่ต้องก้มมากนัก ก่อนจะลากขาอีกข้างหนึ่งตามมาและยกขึ้นเพื่อให้ปลายเท้าก้าวเข้ามาจมกลองเลือดสีแดงฉานนี้ มันจึงเป็นก้าวที่สอง.. และก้าวต่อๆมา.. หล่อนเดินช้าลงและหยุดเป็นระยะ.. ระยะ.. หล่อนเดินและค่อยๆลากขาทีละข้าง.. ทีละข้าง.. สองเท้าที่เคยเปล่าตอนนี้ถูกชะโลมไปด้วยสีแดงฉานของเลือด มันห่อหุ้มเท้าที่บอบบางของหล่อนและเกาะติดยามที่เคลื่อนไหว เหนอะหนะ เย็นชื้น และคาวคละคลุ้ง หล่อนเอียงคอมองหา ค่อยๆมองหาทั้งซ้าย และขวา หล่อนฟังราวกับจะมีเสียงใดเกิดขึ้น หล่อนลากเท้าที่แทบใช้การไม่ได้นั้นมาเรื่อยๆและบางครั้งก็ค่อยๆใช้เท้าเขี่ยบางเศษของชิ้นส่วนนั้น ส่วนนี้ ออกไปให้พ้นทางของหล่อน ก่อนจะหยุด..

เมื่อเสียงหนึ่งถือกำเนิดขึ้นจากมุมใดมุมหนึ่งท่ามกลางกองเลือดเหล่านี้ หล่อนเสยผมที่ปรกหน้าออกช้าๆ และเอียงคอหันตามเสียงที่ได้ยิน เสียงสะอึกเบาๆคล้ายสำลักอากาศหรือบางอย่างกำลังปริออกแตกแยก หล่อนค่อยๆเผยยิ้มที่ดูไม่เหมือนร้อยยิ้มนั้น แล้วออกเดินโดยลากขาทีละข้างที่จมกองเลือดและเศษชิ้นส่วนต่างๆ เสียงเท้าที่จมแล้วถูกดึงขึ้นจากของเหลว ฟังดูเป็นเสียงที่น่าขยักแขยง เป็นเสียงเดียวท่ามกลางความเงียบสงัดเหล่านี้ อีกนิด..หล่อนคิดอยู่ในใจ เห็นแล้ว..หล่อนคิดอยู่ในใจ เจอแล้ว..หล่อนหัวเราะอยู่ในใจ.. บางร่างที่ดูเหมือนปริแยก-แตกออกนอนนิ่งอยู่ในสายตาหล่อน แต่หากมองให้ดีจะเห็นการเคลื่อนไหวขึ้นลงช้าๆ และเพราะว่าหล่อนกำลังมองให้ดี.. เมื่อมั่นใจหล่อนจึงค่อยๆออกเดินลากขาที่บิดเบี้ยวและร่างที่บิดเบี้ยวของหล่อน มุ่งหน้าตรงไปยังร่างนั้น.. และเมื่อไกล้ถึง หล่อนจึงหยุด นิ่งและหายใจเข้า-ออกช้าๆ  สองมือน้อยๆค่อยกำและคลายออกช้าๆ สองขาที่สั่นไหวไม่มั่นคงก็ค่อยๆยืนหยัดเพื่อให้ตรง มั่นคงและไม่สั่นไหว หลังที่ห่อ-งองุ้มก็ค่อยๆยืดและไหล่ที่ค่อยๆผายออกทำให้คอที่อ่อนแอนั้นตั้งตรงเชิดชูส่วนที่อยู่บนสุด หล่อนเงยหน้าและหายใจเข้า-ออกช้าๆอีกหลายครั้ง และเมื่อมั่นใจว่าร่างของหล่อนที่ยืนหยัดอยู่ตรงนี้ไม่บิดเบี้ยวแล้วจึงออกเดินต่อ อีกเพียงไม่กี่ก้าว ก็ถึงที่หมาย

หล่อนหยุดและปรายตามองลงไปยังร่างที่อยู่ปลายเท้าของตนโดยไม่ต้องก้มให้มาก หล่อนยืนนิ่งสงบและพิจารณาร่างนั้น.. เป็นร่างที่ไม่สมบูรณ์ บางชิ้นส่วนขาดหาย ที่ไม่หายก็บิดเบี้ยวยิ่งกว่าหล่อน มันถูกอาบไปด้วยเลือดกลายเป็นร่างที่ดูเละเทะ สกปรก ใบหน้ายับย่นไม่ประติดประต่อ ผมเผ้ารุงรัง-จับก้อนเพราะความชื้นแฉะของเลือดที่ย้อมเส้นผมของร่างนั้น ดวงตาทั้งสองตอนนี้เหลือเพียงหนึ่ง ลำคอมีรอยบากที่ดูยากว่าลึกหรือไม่และเพราะเลือดที่ชุ่มหนาอยู่ตรงจุดนั้นจึงยากจะคาดเดา หล่อนยืนพิจารณาร่างนี้อยู่สักพัก ก่อนจะยกขาขวาที่อ่อนแรงกว่าข้างซ้ายขึ้นมา และใช้เท้าที่บอบบางวางลงบนคางของร่างที่ไม่สมบูรณ์ หล่อนเสยคางนั้นเบาๆ..

เสียงกระอักกระอ่วน..สั้นๆ มันสะดุด และขาดช่วงออกจากปากที่มีรอยแผลเหวอะแต่ยังเผยออยู่นั้น มีการกระตุกเคลื่อนไหวตามส่วนต่างๆที่ยังเหลือของร่างกาย และดวงตาที่เหลืออยู่ข้างหนึ่งลืมขึ้นจากที่ริบหรี่ มันมองดูหล่อน...

ไม่รู้ว่านานแค่ไหนที่สองร่างมองดูและพิจารณากันและกัน ก่อนที่ร่างเบื้องล่างจะเป็นฝ่ายขยับปากและเค้นเสียงที่แหบพร่าขึ้นมาก่อน
"สะ..ซ..ไซ..ย์" คำกระอักกระอ่วนถูกเค้นให้ออกมาจากลำคอที่เหวะหวะและปากที่ฉีกขาด
"ชู่ววว.." หล่อนยกนิ้วชี้แตะริมฝีปาก เชิงบอกให้รู้ว่าไม่ต้องพูดหรือฝืนพูดสิ่งใดออกมา ร่างเบื้องล่างพยายามจะยิ้มให้ แต่ก็กลายเป็นการแสยะยิ้มที่น่าขยักแขยงแทน หล่อนค่อยๆเปลี่ยนท่าทางจากยืนเป็นนั่งลงคุกเข่าช้าๆ อยู่ข้างกันกับร่างที่เละเทะนั้น
"สวัสดีจาเร็ด" เสียงเหนื่อยล้าแต่แข็งกระด้างของหล่อนเอ่ยขึ้น
"อึก..อัก..ฮะ..ฮา" คำที่ถูกเค้นให้เป็นคำพูดเปล่งออกมา หล่อนจึงส่ายหน้าให้ร่างนั้น
"อย่าพึ่ง..พูดอะไรตอนนี้ มันจะทำให้คุณแน่นิ่งไวกว่าเดิม" หล่อนกล่าว ก่อนจะยื่นมือที่กำบางอย่างไว้และคลายมือออกเผยให้เห็นบางสิ่งอยู่ในมือ สิ่งเล็กๆที่เคลื่อนไหวได้ ปราศจากสีหรือรูปร่างที่แน่นอน หล่อนจ้องดวงตาข้างเดียวที่เหลืออยู่ของร่างนั้น ของเขา.. เขาพยักหน้าเพียงเล็กน้อย และหล่อนพยักหน้ารับก่อนจะยื่นมือไปไกล้ริมฝีปากของเขาและปล่อยบางสิ่งจากมือ บางสิ่งเคลื่อนไหวเข้าทางปากของเขา และลงไปที่ลำคอ เกิดเสียงน่าขยักแขยงขลุกขลักอยู่ในลำคอของเขา เสียงปุดๆของเลือดที่ทะลักออกจากคอ และเสียงลมที่พ่นออกจากปากที่ฉีกขาด ดวงตาที่เหลือข้างเดียวเบิกโพลงและส่วนที่เหลือของร่างเริ่มดิ้นพล่าน... แต่จากนั้นไม่นาน ทุกอย่างสงบลง ดวงตาที่เบิกโพลงกลับสู่ปกติ

"มันอาจเป็นครั้งสุดท้าย สำหรับวันนี้ ฉันไม่อยากให้มันจบแบบค้างคา จงพูดในสิ่งที่อยากพูด ต่อให้คำๆนั้นเป็นเพียงการหยอกล้อต่อจิตใจสำหรับครั้งสุดท้ายที่คุณจะได้ทำมัน ฉันจะรับมันไว้และทำเป็นแสลงใจต่อใบหน้าที่เละๆของคุณและต่อดวงตาที่เหลือเพียงข้างเดียวของคุณ มันอาจทำให้คุณสบายใจถ้าได้เห็นฉันสะทกสะท้านต่อสิ่งที่คุณมอบให้เป็นครั้งสุดท้าย หลังจากที่คุณคอยมอบให้ฉันในวันเกิดตลอดทุกปี มันเป็นของขวัญที่ดีนะ และฉันก็คิดมาโดยตลอดว่าจะมอบของขวัญใดให้คุณได้บ้าง ให้มันเหมาะสม จนมาถึงวันนี้ วันเกิดของฉัน.." หล่อนเม้มปาก "ฉันรอรับของขวัญจากคุณ แต่ในขณะเดียวกันฉันก็มีของขวัญที่เตรียมไว้ให้คุณด้วย" หล่อนพยักหน้าเสริมคำพูดตัวเอง "มันเป็นสิ่งที่สะสมมานาน อัดแน่นด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบายมานาน ฉันกลั้นใจและอดทนอย่างสุดแสน.. เพื่อให้ได้มาอยู่ตรงนี้" น้ำตาเม็ดเล็กๆไหลลงอาบแก้มหล่อน หล่อนก้มหน้าเช็็ดมันก่อนเงยขึ้น "..และมองดูผลงานของฉันที่มอบให้คุณเป็นของขวัญ.. คุณชอบมันมั้ย..?" หล่อนกัดฟันและแสยะยิ้ม เอียงคอเป็นเชิงสงสัยในคำถามนั้น

"ไซย์.." เขาพูดชื่อของหล่อน มันเป็นเสียงที่แหบพร่า
"หากนี่ เป็นครั้งสุดท้าย.. ของฉัน..ฉัน..ก็อยากบอกเธอ.."
"ว่า.." หล่อนพูด
"ฉัน..ภูมิใจ..นะ" เขาบอกหล่อน และพยายามยิ้มให้หล่อนอย่างสุดความสามารถ แต่หล่อนไม่ได้ยิ้มตอบ หากแต่นิ่งและมองใบหน้าของเขาด้วยความสงบ
"เธอทำได้..ดี..ดีมาก" เขาพูดแล้วหลับตาที่เหลือเพียงข้างเดียวลงหนึ่งครั้ง
"เราปราถนาเหลือเกิน.. ที่อยากให้เธอ.. ทำแบบนี้ เพราะหากเธอไม่..ไม่ทำ..เราก็คง ต้องเป็นฝ่าย..ทำ" เขาหยุดและหอบหายใจแรงๆ ก่อนจะพูดต่อ
"อยากให้เธอยอมรับ ด้านที่แท้จริง.. ของ..ของตัวเอง..สักที เรามองดูเธอมาโดยตลอด เราอยากกำจัด เธอ..แต่ก็เพาะบ่ม..ด้านมืด..ของเธอไปด้วย หากเธอไม่ยอมรับ..เธอก็ต้องตาย.. เป็นความตาย จาก..จากพวกเรา.." เขาพูด และหล่อนยังคงฟังด้วยความสงบ
"เราจะ..จะไม่ตาย..อย่างสูญเปล่า เธอ..เธอได้ลิ้มรสมัน ด้วยมือตัวเองแล้ว เธอ..เธอจะหยุดไม่ได้..หรอก เธอจะ.."
"ผิดแล้ว" หล่อนพูดขึ้นก่อนทีเขาจะได้พูดต่อ เขาจึงจ้องมองหล่อนด้วยดวงตาที่เหลือเพียงข้างเดียว
"จริงๆฉันรู้มาโดยตลอดว่ามันคืออะไร" หล่อนยิ้มหน่ายๆ "สิ่งที่พวกคุณทำ ทำกับฉันและเด็กที่มีชะตากรรมแบบฉัน.. ฉันไม่ได้พึ่งรู้ในวันนี้ที่ตัดสินใจมาเผชิญหน้ากันตรงๆหรอกนะ..และฉันน่ะ หยุดได้.."
"....."
"พวกคุณรู้ ว่าฉันคืออะไร และเป็นใครที่ถือกำเนิดมา พยายามเพาะบ่มและปูทางให้ฉันบิดเบี้ยว ให้ฉันมีสีดำมากกว่าสีขาว ให้ฉันเกลียด และฉันก็เกลียด เพียงแต่ฉันก็ยังไม่ยอมเป็นไปดั่งที่พวกคุณต้องการ และนั่นมันทำให้พวกคุณไม่สบายใจ จึงพยายามหาทางกำจัดฉันด้วยวิธีเพาะบ่ม คือถ้าได้ผลฉันจะเป็นไปอย่างที่คุณต้องการ แต่ถ้าไม่ได้ผล ฉันก็จะตายอย่างที่ต้องการอยู่ดี พวกคุณทำให้ฉันเจ็บป่วย และตาย พวกคุณอยากให้ฉันทำลายและฆ่า.. มันจะทำให้ฉันเป็นสิ่งที่หยุดไม่ได้และโดดเด่นกว่าใครในโลกใบนี้ เป็นประโยชน์ต่อหลายๆสิ่งหรือใครหลายๆคนที่รู้จักวิธีใช้ฉันให้เกิดประโยชน์ แต่ในวันนั้น.. ฉันกลับไม่ได้ทำ.." หล่อนบอกเขา และเขาขยับปากที่บิดเบี้ยวคล้ายจะพูดตอบ แต่หล่อนก็พูดก่อน
"พวกคุณคงไม่พอใจ ที่ฉันยังคงอยู่ระหว่างสองโลก สองที่ สองแห่ง ไม่แน่ไม่นอน คงกังวลสินะ"
"ใช่.." เขาพูด
"ทั้งที่ฉันเป็นแบบนี้ อยู่ในสภาพอย่างนี้ และเจ็บป่วยขนาดนี้..น่ะเหรอ?" หล่อนถามด้วยความไม่พอใจ
"มัน..ไม่มีอะไรแน่นอน อย่างเช่น วันนี้" เขาไอก่อนจะพูดต่อ
"วันนี้ เธอยังทำได้..ขนาดนี้ เธอยังทำให้..พวกเรา ต้องประหลาดใจ..จริงมั้ย? เธอแค่ยังไม่รู้จักตัวเองดีพอ ไม่รู้ว่าตน..สามารถทำอะไรได้บ้าง หรือรู้..แต่แค่ไม่ยอมรับ ความอ่อนแอ..และโรคภัย..ยังหยุดเธอไม่ได้ หากเธอจะทำมันขึ้นมาจริงๆ.. เธอก็ทำได้" เขาพูด
หล่อนหัวเราะ.. ทำให้เขาไม่เข้าใจ
"และนั่น คุณยังไม่เข้าใจอีกเหรอ ทั้งที่คุณเป็นคนพูดคำตอบของฉันออกมาเองแท้ๆ"
"มะ..หมายความว่าอะไร"
"ก่อนหน้านี้ฉันพูดว่า 'หยุดได้' และก็หมายความตามนั้น.. และคุณเองก็ยังพูดย้ำว่าฉันเป็นฝ่ายถูก 'ความอ่อนแอและโรคภัยยังหยุดเธอไม่ได้หากเธอจะทำมันขึ้นมาจริงๆ.. เธอก็ทำได้' จริงมั้ย? นั่นน่ะมันหมายความว่า ฉันจะทำหรือไม่ทำ จิตวิญญาณของฉันจะตัดสินใจเอง ฉันจะทำมันเมื่อไหร่ก็ได้ที่เห็นว่าสมควรแล้ว หรือไม่ทำก็ได้ถ้าไม่อยากทำ มันไม่มีหรอกสำหรับฉันกับคำว่าอยากทำจนห้ามใจไม่ได้น่ะ คุณคิดว่าหากฉันได้ลองลิ้มรสมันสักครั้งแล้วจะหยุดไม่ได้ ก็คงผิดแล้ว เพราะฉันลิ้มรสมันมาตลอดตั้งแต่..วันนั้น แล้วยังได้ลิ้มรสทางอ้อมมาโดยตลอด แค่วันนี้จริงจังกว่าครั้งไหนๆเพราะฉันเลือกที่จะอยู่แนวหน้า และคุณยังเข้าใจผิดอีกเรื่อง... อย่าคิดว่าถ้าฉันได้ฆ่าแล้วจะหยุดไม่ได้.. ฉันน่ะทำมามากกว่านั้น มากกว่าฆ่าตรงๆโดยที่คุณไม่รู้อะไรเลย พวกคุณไม่รู้ห่าเหวอะไรเลยจริงๆ เช่นวันนี้..ฉันก็ยังไม่ได้ทำอะไรให้ใครต้องหลั่งเลือดด้วยฝีมือตัวเองเลยสักนิด.. แต่คุณก็ยังดูไม่ออก"
"ไม่จริง.. ฉันเห็น" เขาค้าน
"นั่นไม่ใช่.. ฉัน" หล่อนบอกพร้อมกับชี้ตัวเอง
"รู้อะไรมั้ย ยิ่งฉันมีความทุกข์ ถูกเพาะบ่มให้เข้าด้านมืดมากเท่าไหร่ ฉันยิ่งโหยหาแสงสว่างมากเท่านั้น มันเป็นธรรมดาของมนุษย์เราที่จะไขว่คว้าหาสิ่งที่ตนไม่มี.. เช่นฉันนั้นคือความมืดและฉันตามหาแสงสว่าง แต่คุณก็ยังไม่รู้อีกแหละ ว่าความมืดกับฉันน่ะเป็นเพื่อนสนิทกัน เราไม่ได้ทำร้ายกันเลยแค่อยู่ด้วยกันเท่านั้น และความมืดนับถือฉันต่างหาก.. ส่วนความทุกข์ต่างๆที่ฉันมีน่ะ ความมืดมิดไม่เคยเกี่ยวข้องด้วยเลยสักครั้ง จำไว้นะ คุณยังศึกษาฉันไม่ดีพอ ตราบใดที่ฉันยังคงทำให้คุณประหลาดใจได้นั่นหมายถึง คุณไม่เคยรู้อะไรเลย"
"เธอจะต้องตาย.." เขาพูดขึ้นด้วยความชัง
"ทุกคนล้วนต้องตาย เช่นวันนี้ เช่นคุณ" ความหนักแน่นปะปนอยู่ในน้ำเสียงของหล่อน
"ฉันคงต้องเจ็บป่วยจนตายถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด" หล่อนหัวเราะ "ดังนั้นขอให้โรคภัยมันฆ่าฉันให้ตายอย่างสงบโดยที่ไม่มีพวกคุณมายุ่งจะดีกว่า..ว่ามั้ยล่ะ"
"ตาย.. ทั้งเป็น" เขาพูด
"นี่..ฉันตายทั้งเป็นอยู่แล้วนะลืมแล้วเหรอ? คงตายทั้งเป็นซ้ำอีกไม่ได้ เหมือนกับพื้นสีขาว แล้วยังทาสีขาวทับลงไปอีก มันก็ไม่เกิดอะไรขึ้นมาหรอก.." หล่อนบอก
"แต่ที่แน่นอนกว่านั้นคือ คุณต้องตายทั้งเป็นวันนี้"

เขาทำตาเหลือกและแสยะริมฝีปาก พยายามพูดโต้ตอบหล่อนอีกครั้งแต่ครั้งนี้มีเพียงเสียงขลุกขลักในลำคอ และสีหน้าที่ยับย่นนั้นบอกอะไรไม่ได้ หล่อนจึงคิดว่าถึงเวลาแล้วที่สิ่งนั้นหมดฤิทธิ์ลง สิ่งที่หล่อนปล่อยลงสู่ลำคอของเขา หล่อนจึงค่อยๆลุกขึ้นยืนและหายใจเข้าออกช้าๆอยู่หลายครั้ง ก่อนจะมองลงไปที่ร่างนั้น
"ก่อนหน้านี้ฉันพูดว่า ยังไม่ได้ทำให้ใครหลั่งเลือดด้วยตัวเองเลยใช่มั้ย.. นั่นน่ะ ฉันเก็บเอาไว้ทำตอนท้ายน่ะ และดูเหมือนคำลาสุดท้ายของคุณจะไม่ได้มีอะไรพิเศษเลย น่าผิดหวังจริงๆ.." หล่อนส่ายหน้าหน่ายๆ ร่างนั้นเริ่มดิ้นพล่าน ดวงตาที่เหลือเพียงหนึ่งเริ่มเบิกโพลง หล่อนค่อยๆก้าวถอยออกมา

"พื้นสีขาว เลือดสีแดง" หล่อนพูด
"สีแดงเป็นวงกลม กลมดั่งดวงจันทร์"
"เศษเนื้อ เศษชิ้นส่วน ถูกจัดวาง"
"วางเป็นจุด เป็นอักษร หากมองให้ดี"
"มีหนึ่งจากทั้งหมดที่ตาย หนึ่งที่ยังหายใจ"

ทุกคำที่หล่อนพูดฟังดูราวกับบทสวดนั้นทำให้เขานอนดิ้นพล่านและดวงตาที่เหลือเพียงหนึ่งเบิกโพลงยิ่งกว่าเดิม คำกระอักกระอ่วนมากมายพลุ่งพล่านอยู่ในลำคอ เขาสำลักเลือดและอากาศจากช่องว่างที่เหวอะหวะเหล่านั้น เมื่อรู้ถึงสิ่งที่หล่อนกำลังจะทำ ทำให้เขากลัวมากกว่าประหลาดใจ หล่อนค่อยๆก้าวเดินออกมาจากทะเลสีแดงฉานนั้น และหากสังเกตุให้ดีทะเลเลือดเหล่านี้มันเป็นวงกลมดั่งดวงจันทร์ เพียงแต่ดวงจันทร์นี้เป็นสีแดง.. และทันทีที่หล่อนก้าวขาข้างหนึ่งออกจากทะเลเลือดนี้ หล่อนก็ออกเดินต่อไปโดยลากขาข้างขวาที่ชุ่มไปด้วยเลือด หล่อนออกเดินไปตามขอบ-รอบวงกลมของทะเลเลือดนี้โดยใช้ขาซ้ายเป็นหลักของการเดินและรับน้ำหนัก แล้วลากขาขวาให้ติดพื้นไปเรื่อยๆ รอยเลือดสีแดงถูกแต่งแต้มเป็นเส้นตลอดทางที่หล่อนก้าวเดิน แม้จะเชื่องช้า อิดโรยแต่ก็หนักแน่น ปากของหล่อนยังคงพูดบางอย่างคล้ายกระซิบ เป็นเสียงที่เล็กและแผ่วเบา..

ไม่นานหลังจากนั้นหล่อนก็หยุดเดินเมื่อก้าวสุดท้ายมาบรรจบกันกับก้าวแรก รอยเลือดเป็นทางจากเท้าขวาของหล่อนนั้นสิ้นสุดลงเช่นกันเมื่อมันมาบรรจบลงที่จุดเริ่มต้น หล่อนมองไปที่ร่างนั้นแล้วถอนหายใจ ก่อนจะก้มลงช้าๆ แล้วยื่นแขนขวาออกไปที่กองเลือด หล่อนใช้ปลายนิ้วสามนิ้ว ชี้ กลาง นาง จุ่มลงบนกองเลือดสีแดงฉานนั้น ปากของหล่อนยังคงพึมพัม และดวงตาของหล่อนยังคงเกลียดชัง จากนั้นหล่อนยกนิ้วทั้งสามขึ้นมา และแตะลงบนหน้าผากของตนก่อนจะค่อยๆลากลงมาผ่านจมูก ปาก และใต้คางที่หล่อนหยุดก่อนจะลุกขึ้นยืนและท่องบางอย่าง เป็นคำมากมายหลากหลายภาษาพรั่งพรูออกจากปากของหล่อน ก่อนนิ้วทั้งสามจะเลื่อนลงไปที่คอถือเป็นการเสร็จสิ้น ร่างนั้นดิ้นพล่านยิ่งกว่าเดิมแต่ก็ยังไม่ตาย ความหวาดกลัวต่อสิ่งที่กำลังจะเกิดคลอบงำเขา ดังเช่นที่เคยคลอบงำหล่อนตลอดมา เพียงแต่หล่อนยังไม่ตายแต่เขากำลังจะตาย หล่อนคิดมาโดยตลอดว่า ไม่ว่าจะอย่างไร ตายทีหลังศัตรูอาจเป็นชัยชนะอย่างหนึ่ง..

มือหนึ่งวางบนไหล่ของหล่อน หล่อนจึงหันไปมองและเห็นชายหนุ่มตัวสูงคนหนึ่งกำลังมองหล่อนด้วยแววตาของความห่วงใยในแบบที่เขาชอบแสดงออกมา หล่อนพยักหน้าให้และเขาพยักหน้ารับก่อนที่หญิงสาวผมแดงอีกคนจะปรากฏออกมาพร้อมกับคบเพลิงในมือ มันเป็นคบเพลิงโบราณนามว่า คิยีราตักซ์ เปลวไฟของมันลุกโชนเป็นสีแดงระเรื่อ และสิ่งเดียวที่ทำให้มันลุกโชนหาใช่น้ำมันหรือเชื้อเพลิงใด หากแต่เป็นเลือด เลือดเท่านั้นที่มันต้องการ และหล่อนคิดว่าคงถึงเวลาแล้ว หญิงผมแดงยื่นคิยีราตักซ์ให้ชายหนุ่ม เขารับมาและยืนอยู่ข้างหลังหล่อน หญิงผมแดงก้าวต่อมาและหยุดยืนอยู่ข้างหล่อนตรงข้ามกับชายหนุ่ม ก่อนที่ริมฝีปากของหญิงสาวจะขยับและท่องบางอย่างออกมา เสียงของหญิงสาวกู่ก้องและดังกังวาน มันโหยหวน ทุ้มต่ำ และลึกลงสุด ก่อนจะสูงสุดและเบา มันเป็นท่วงทำนองที่เรียกสายลมให้พัดมา เรียกความมืดหม่นให้ปกคลุม และความหนาวเย็นเข้าคลอบงำ

หล่อนกางแขนทั้งสองออก และกล่าวคำบางอย่าง ท่ามกลางเสียงร้องที่ยังคงกังวานของหญิงสาวผมแดง ชายหนุ่มยื่นคิยีราตักซ์ให้หล่อน ทันทีที่หล่อนรับคบเพลิงโบราณนี้มาอยู่ในมือ พลันทุกอย่างก็เงียบสงัด ปราศจากเสียงใดนอกจากเสียงขลุกขลักของร่างที่เคลื่อนไหวท่ามกลางกองเลือดเบื้องหน้า

"สุขสันต์วันเกิดไซลี่" ชายหนุ่มพูด
"สุขสันต์วันเกิด" หญิงสาวผมแดงพูด
"ฉันชอบเค้กวันเกิดของฉันจริงๆนะ ขอบคุณ" หล่อนตอบพวกเขาทั้งสอง
"ทีนี้เหลือแค่จุดเทียนวันเกิด" หญิงสาวบอกหล่อนก่อนจะยิ้มมุมปาก
หล่อนหัวเราะ และพยักหน้าขอบคุณหญิงสาว พวกเขาทั้งสองถอยออกมาจากหล่อน และเดินกลับไปที่จุดเริ่มต้น ที่จุดเริ่มต้นมีกลุ่มคนยืนรออยู่ พวกเขายืนอยู่ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงตอนนี้ที่ไกล้จุดจบ ทั้งสองมาหยุดและยืนตรงหน้าพวกเขาก่อนที่ทั้งหมดจะมองไปที่หล่อน

สายลมพัดผ่านมา ร่างของเด็กสาวที่ผ่ายผอมคนหนึ่งยืนอยู่ท่ามกลางความมืดที่แปลกแยก เบื้องหน้าหล่อนคือกองเลือดสีแดงฉานขนาดใหญ่ มันเป็นวงกลมดั่งดวงจันทร์ หากแต่ดวงจันทร์นี้เป็นสีแดง และภายในกองเลือดเหล่านี้มีเศษเนื้อ เศษชิ้นส่วนต่างๆ ของบุคคลต่างๆที่หล่อนเกลียดชัง หล่อนไม่คิดว่าตนนั้นทำบาปเพราะหล่อนคิดว่าตนนั้นคือบาป แขนที่เรียวและมีแต่หนังหุ้มกระดูกของหล่อนข้างหนึ่งได้ถือคบเพลิงไว้ หล่อนเคยอยากถือมันครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว แล้ววันนี้ก็สมหวัง หล่อนก้าวเดินไปข้างหน้าอีกเล็กน้อยก่อนจะก้มลงและยื่นมือที่ถือคบเพลิงออกไป แล้วจุ่มมันลงที่กองเลือด..

เปลวไฟลุกโชนทันทีที่มันสัมผัสเลือด มันพุ่งเป็นทางและไม่นานก็เต็มพื้นที่สีแดง มันลุกโชนอย่างเกรี้ยวกราดและดุร้าย สีแดงเพลิงของมันเข้มข้นยิ่งกว่าเลือดราวกับมันดูดซับสีแดงฉานจากกองเลือดทั้งหมดเหล่านั้นแล้วรวมเป็นหนึ่งเดียวกับมัน เสียงร้องโหยหวนน่าขยักแขยงยังคงอ้อยอิ่งอยู่ในกองไฟ เสียงจากร่างนั้น ความเจ็บปวดจากเปลวไฟที่ร้อนระอุคงบาดลึกไม่น้อย เสียงครวญครางและสำลักเปลวไฟนั้นหล่อนจะไม่มีวันลืม หล่อนเคยคิดว่าเผาทั้งเป็นมันเป็นอย่างไร มาบัดนี้หล่อนเข้าใจแล้ว เมื่อเข้าใจดีแล้วหล่อนจึงโยนคบเพลิงในมือใส่เข้าไปในกองไฟตรงหน้า ถือเป็นจุดจบ

......................................

ท่ามกลางเปลวไฟสีแดงที่ลุกโชน มีเด็กสาวคนหนึ่งยืนอยู่ หล่อนผอมบางมีเพียงเนื้อหนังน้อยนิดหุ้มกระดูก ผมของหล่อนยาวและมันมีสีดำ ดำเฉกเช่นสีของนัยน์ตาหล่อน หล่อนยืนสงบนิ่งไม่ไหวติง ดวงตาทั้งสองของหล่อนเฝ้ามองเปลวไฟที่อยู่เบื้องหน้า ราวกับหล่อนพยายามจะจดจำทุกอย่างให้ตราตรึงและชัดเจนทุกรายละเอียด

และหากมองจากด้านหลัง คุณจะเห็นเปลวไฟสีแดงลุกโชน และมีจุดสีดำเล็กๆเป็นร่างหนึ่งยืนอยู่ นั่นคือหล่อน

แล้ววันนี้เป็นวันเกิดของหล่อน
สุขสันต์วันเกิดไซลี่
7.9.2017

................................................................................................................................

**แถมท้าย

"เธอคงพอใจ สำหรับเค้กวันเกิดที่พวกเราทำให้" ชายหนุ่มพูดขึ้นหลังจากยืนมองเพื่อนสาวตัวเล็กๆของเขาจุดเทียนวันเกิด
"แน่นอนสิ! เค้กใหญ่ซะขนาดนั้นน่ะ แถมพอจุดเทียนวันเกิดแล้วยังมีดวงไฟสวยๆสีแดงอีกเห็นมั้ยล่ะ" หญิงสาวผมแดงตอบกลับชายหนุ่ม
"เธอจะไหวได้นานแค่ไหน"
"อ๋อวว จริงๆเธอบ๊ายบายนานแล้วล่ะ! นั่นน่ะฉันช่วยเอง แต่ต่อจากนี้คงต้องช่วยกันหามล่ะนะ"
"ฉันคิดว่าพวกเราลืมโบว์นะ"
"บ้า! ใครที่ไหนจะติดโบว์บนเค้กล่ะ"
"เหรอ.."
"..ก็ใช่น่ะสิ!"

ผมหันไปพูดคุยกับคนของผม และหนึ่งในนั้นมีคนของคนอื่นที่มาร่วมทีมกับผมสำหรับภารกิจของวันนี้ เราคุยกันเรื่องต่อจากนี้ เกี่ยวกับการรักษาของเพื่อนสาวผมเพราะเธอเจ็บป่วยและบาดเจ็บอยู่ และมันก็รุนแรงเพิ่มขึ้นหลังจากเรื่องทั้งหมดนี้ เมื่อรู้เรื่องกันแล้วผมจึงเตรียมตัวเดินไปรับเธอที่ยืนอยู่ลำพังตรงหน้าเปลวไฟสีแดง.. แล้วผมก็ต้องอุ้มเธอที่สลบ..อย่างที่คิดไว้ เธอช็อคด้วยความเหนื่อยล้าจากเรื่องทั้งหมดที่ผ่านมา หมอใส่เครื่องช่วยหายใจให้เธอขณะที่ยังอยู่ในอ้อมแขนของผม ช่างเป็นเพื่อนที่ตัวเล็กซะจริงๆ ยัยแม่มดน้อยของผม เธอเป็นเด็กดื้อที่สุดในโลกใบนี้ แต่ก็เป็นนักรบตัวจิ๋วได้เหมือนกันถ้านึกคึกคักขึ้นมา.. ผมไม่คิดเหมือนกันว่าจะมีวันนี้ หลังจากที่เธอติดต่อมาแล้วบอกเล่าทุกอย่าง ผมเต็มใจอย่างสุดแสนเพราะสิ่งนี้คือเรื่องที่ผมตื๊อเธอมาโดยตลอดว่าให้ จัดการซะ! แต่เธออ่อนแอและคิดมากเกินไป และตอนนี้ก็ยังอ่อนแอและคิดมากอยู่ มันจึงทำให้ผมรู้ว่า ทุกอย่างล้วนมีเหตุผลสำหรับเธอ เธอจะทำเมื่อไหร่ก็ได้แค่อย่าทำให้เธอถึงขีดสุดก็พอ และผมก็มีความสุขดีที่ได้ทำเพื่อเพื่อนของผม ผมก็ไม่ได้ทำอะไรมากนัก แค่ฆ่าคนพวกนั้นทีละคน ทีละคน เราสู้กันบ้าง จริงๆก็สู้กันสุดๆไปเลย เป็นสงครามขนาดย่อมก็ว่าได้ คนของผมบาดเจ็บแต่ไม่มีใครตายจาก คงเพราะพวกเราเตรียมตัวมาดีแต่อีกฝ่ายไม่รู้เรื่องอะไรเพราะเคยชินกับการกระทำอยู่ฝ่ายเดียว ส่วนฝ่ายถูกกระทำเช่นเธอนั้น วันนี้กลายเป็นฝ่ายตอบโต้บ้าง มันจึงหักมุมอย่างที่เห็น

เธอขอให้ผมช่วยเธอเขียนบันทึก สำหรับเรื่องราวของวันนี้ โดยยกหน้ากระดาษให้ผมหนึ่งหน้า ผมจดๆจ้องๆอยู่กับหน้ากระดาษเปล่าเปลือยก่อนจะค่อยๆเขียนตัวอักษรลงไป จากนั้นมันก็ไหลลื่นแม้จะเขียนเพียงสั้นๆสำหรับเรื่องของผมแต่ก็ดีใจที่ได้อยู่ร่วมในเรื่องของไซย์ หวังว่าเธอจะแปลภาษาของผมให้ตรงกับความจริงเพราะเธอชอบแกล้งผมด้วยเรื่องนี้อยู่หลายครั้ง คุณต้องจินตนาการว่าผมเป็นคนสุขุม พูดน้อย และจริงจัง ผมเป็นคนตลกร้ายและเซ็กซี่ แต่ถ้าหากเธอแปลข้อความของผมไปในทางอื่นล่ะก็ นั่นหมายถึงผมโดนกลั่นแกล้งอย่างแน่นอน

ผมได้แต่หวังว่าเธอจะดีขึ้นในเร็ววัน และผมภาวนาอย่างนั้นตลอดเวลา
ผมเป็นนักฆ่าระดับ S' 
และเธอเป็นเพื่อนของผม ใช่แล้ว ไซย์เป็นเพื่อนแท้ของผม

แม้วันหนึ่งเราจะตายจากกันคนละโลก แต่เราก็จะพบกันที่บั้นปลายอยู่ดี

.
.
...........................................................................................................
🍃🌸🍃🌸🍃🌸🍃
©salinsiree
If you have any questions, or would like to talk, contact me!

salinsiree.witchy@yahoo.com


Book : Detective Tabito Higurashi's findings things. ทาบิโตะ นักสืบเนตรสัมผัส

หนังสือเรื่อง Detective Tabito Higurashi's findings things. ทาบิโตะ นักสืบเนตรสัมผัส เล่ม1

เขียนโดย : ยามากุจิ โคซาบุโร Yamaguchi Kozaburou
ภาพโดย : เอ็นราคุ
แปลโดย : บดินทร์ พรวิลาวัณย์
.......
ปกหนังสือดูน่าสนใจนะ ข้าคิด
เป็นสิ่งแรกหลังจากที่ได้เห็นแล้วเกิดความสนใจตามมา จึงลองศึกษาผ่านเนื้อหาตัวอักษรสำหรับตัวอย่างย่อ และเมื่อพิจารณาหลังจากอ่านจบจึงคิดว่าน่าจะลองไปดูของจริงและเปิดอ่านดูพลางๆเกี่ยวกับภาษาที่ใช้ เนื้อหา และการแปลว่าเป็นอย่างไรผ่านสายตาของตน คิดเช่นนั้นแล้วข้าก็เตรียมตัวออกเดินทางสู่ร้านหนังสือประจำของตน (ประจำ)เพราะข้ามักจะใช้เวลาอยู่ที่นี่(หากมีเวลาให้ใช้) หลังจากทำภารกิจเกี่ยวกับสุขภาพของตนเรียบร้อย ข้าก็มุ่งหน้าไปร้านหนังสือทันที และทันทีที่เข้าร้าน หา มอง ดู เมื่อเจอ และได้หยิบ จับ สัมผัส และเปิด ดู อ่าน และคิด... จากนั้นข้าก็ได้ตัดสินใจเลือกหนังสือเล่มนี้มาเป็นสมาชิกใหม่ในคลังหนังสือจำพวกตัวอักษรสำหรับการอ่านของข้า

เนื้อหา: เป็นเรื่องราวของ ฮิงุราชิ ทาบิโตะ ชายหนุ่มผู้ไม่มีประสาทสัมผัสอย่างอื่นเลยนอกจากการมองเห็น แน่นอนว่าไม่มีทั้งการได้ยิน ดมกลิ่น รับรส และสัมผัส แต่กระนั้นเขาก็ยังสามารถใช้ชีวิตอยู่เป็นปกติท่ามกลางผู้คนทั่วไป ทั้งนี้ก็เพราะการมองเห็นของทาบิโตะนั้นแตกต่างและมีความพิเศษอยู่ในดวงตาคู่นั้นของเขา คือ เขาสามารถมองเห็นทุกสิ่งที่เรียกว่าประสาทสัมผัสของคนทั่วไป แต่เห็นได้ในรูปแบบของภาพทดแทนสิ่งต่างๆผ่านดวงตาของเขา กลิ่น ความรู้สึก ความเจ็บปวด เสียง สิ่งเหล่านี้จะฉายเป็นภาพแตกต่างกันออกไปผ่านการมองเห็น เช่นหากเขาโดนหยิกที่ผิวหนังเขาจะไม่รู้สึกเจ็บ แต่เขาจะเห็นระดับความเจ็บปวดที่ได้รับผ่านการมองเห็น อาจเป็นสีที่ลอยอยู่ในอากาศ หรือภาพบางอย่างที่ทาบิโตะเองเข้าใจคนเดียว เขาเรียนรู้เรื่องนี้และปรับใช้ให้ตนอยู่กับมันได้และนั่นเองที่ทำให้เขามีความสามารถในแบบที่คนอื่นไม่มี ทำให้เขามีพรสวรรค์ และทำให้เขากลายมาเป็นนักสืบ.. แน่นอนว่าเขาทำมันได้ดีทีเดียว.

จากตอนแรกเนื้อหาอย่างย่อคล้ายจะบอกว่าหนังสือเรื่องนี้อาจเป็นแนวสืบสวนสอบสวน หรือนักสืบวิญญาณเพราะมีการบอกถึงดวงตาที่พิเศษของทาบิโตะ อาจทำให้คล้ายกับหนังสือเรื่องยาคุโมะหรือ คาชิวากิที่ข้าเคยอ่าน แต่เมื่อได้ตรวจเนื้อหาอักษรดูกับตาของตนจึงเข้าใจว่ามันไม่ใช่ ทาบิโตะนั้นเป็นนักสืบตามหาของที่หายไป ตามหาสิ่งของต่างๆ แม้กระทั่งคนที่หายไปผ่านดวงตาที่พิเศษของเขา และหากสงสัยว่าดวงตาของเขามันใช้ทำงานในด้านนักสืบอย่างไรก็คงต้องไปหาหนังสือมาอ่านกันเอาเองแล้วล่ะนะ.

สำหรับข้านั้นถือว่าคุ้มค่าที่ได้ทาบิโตะมาอ่านนะ แม้ไม่ใช่เรื่องที่ดีเลิศหรือเข้มข้นจนคิ้วขมวด แต่มันเป็นเรื่องราวที่ราบเรียบและมีความสวยงามผ่านความคิดเล็กๆน้อยๆของตัวละคร บางคำพูดเป็นข้อคิดที่ดีได้และสบายใจที่จะอ่าน ผู้เขียนใช้ข้อคิดมาเป็นภาษาพูดง่ายๆที่ทำให้อ่านแล้วจำได้ดี. และตลอดทั้งเรื่องจะได้เห็นทาบิโตะในด้านที่อ่อนโยน ใจดีและมีน้ำใจ เห็นใจผู้อื่นจนตนเองต้องลำบากอยู่ตลอด กับแววตาที่ดูเหงาและฉายแววเศร้าแต่ก็มักจะยิ้มเป็นกำลังใจว่า "ไม่เป็นอะไรนะ" อยู่เสมอ แต่เมื่ออ่านมาถึงตอนจบของหนังสือ แบบที่เรียกได้ว่าจะจบจริงๆนั่นแหละ ถึงจะได้เห็นว่าทาบิโตะนั้นก็มีด้านมืดที่แฝงอยู่ในจิตใจของเขา และแน่นอนอดีตที่เป็นความลับรวมถึงความเป็นมาของทาบิโตะก่อนจะมาเป็นทาบิโตะทุกวันนี้ และการไม่แยแสเล็กๆน้อยๆต่อผู้คนที่อยู่ระหว่างทางเป้าหมายของเขา ทำให้ทาบิโตะไม่ได้เป็นผู้ชายที่มีด้านเดียวให้รู้สึกหากแต่มีมากกว่าหนึ่งด้านไว้ให้ผู้อ่านคิดตามแต่มุมมองนั่นเอง. แล้วก็ทาบิโตะน่ะ เขามีเป้าหมายบางอย่างนะ ซึ่งข้านั้นคิดว่าน่าจะติดตามอ่านทาบิโตะทุกเล่ม.. อ้อนี่น่ะเป็นเพียงเล่ม1 นะ
ปกสีขาวด้านนอกสามารถเปิด-ถอด-ออกได้นะ ก็จะพบเล่มจริงปกสีฟ้าอ่านเรียบๆด้านในแบบนี้ล่ะ
  ................
Quotes from Tabito
 (note: these are all words from Detective Tabito Higurashi's findings things )

(เนื้อหา-อักษรทั้งหมดจากหนังสือ ทาบิโตะ นักสิบเนตรสัมผัส)
.
 "รอบตัวคุณฮาชิดะมีบรรยากาศที่อบอุ่นมาก ผมมองเห็นครับ" ทาบิโตะพูด
"ไอ้หนุ่มคนนี้ พูดจาประหลาดดีแท้"
.
"แต่ชีวิตผมก็สนุกสนานดีอยู่นะครับ ลูกสาวผมก็เป็นเด็กที่อ่อนโยน แกช่วยผลักดันให้ผมออกไปนอกบ้าน บอกว่าไปเถอะ ไม่ต้องห่วงหนู ความรักมันไม่ได้มีแต่การเกรงใจกันหรอกครับ"
.
เจ้าหนุ่มคนนี้ไม่ธรรมดา คำพูดของเขาเหมือนจะอวดดี ถึงกระนั้นมันก็ดูน่าเชื่อถือ นี่เขาผ่านชีวิตแบบไหนมากันนะ ถึงได้เข้าใจโลกตั้งแต่อายุขนาดนี้
.
"การฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส สัมผัสบนผิวหนัง ประสาทสัมผัสทั้งห้าของผมบกพร่องไปสี่อย่าง และเพื่อชดเชยทั้งสี่อย่างที่ว่า ดวงตาของผมก็เลยเปลี่ยนสิ่งที่มองไม่เห็นได้ด้วยตา ให้เป็นภาพที่ผมสามารถมองเห็นได้ครับ"
.
เปิดมาหน้าแรก
 อดีตอันแสนหวานนั้นจะเป็นกำลังใจให้เรา ส่วนอดีตที่โศกเศร้าก็ช่วยให้เราสำนึกได้ อดีตช่วยมอบพลังให้เรามีชีวิตอยู่ต่อในวันถัดไป และฉันคิดว่าการ 'แบกอดีตติดตัวไป' ก็หมายถึงอย่างนั้นแหละ
.
ไม่ว่าจะเป็นความทรงจำไหนก็ห้ามหล่นหาย ฉันใช้ชีวิตโดยที่คิดแบบนั้นมาโดยตลอด และฉันว่าฉันก็คงจะคิดแบบนั้นตลอดไป
.
"ขอพูดตรงๆนะ ต่อให้เธอเป็นคุณหมออัจฉริยะได้ ฉันก็จะไม่ไปให้เธอรักษาหรอก ฉันไม่อยากให้คนที่ไม่เข้าใจความรู้สึกของคนมารักษาโรคให้"
.
"ทำไมเธอถึงได้อยากเป็นหมอเหรอ เพื่อโลก? เพื่อผู้คน? ไม่ใช่ใช่มั้ย เธออยากเป็นหมอเพื่อตัวเธอเองต่างหาก เธอไม่มองคน แต่มองตำราแล้วท่อง ไม่มองคนไข้ มองแต่ประวัติแล้วรักษา หมอที่สรุปเองเออเองอยู่คนเดียวไม่เหมาะจะรักษาคนไข้หรอก"
.
หน้าต่อมา ในภาพ ผู้หญิงในชุดวอร์มคืออาจารย์ โยโกะ ผู้ชายด้านขวาคือ ยุคิจิ ส่วนเด็กหญิงข้างๆยุคิจิคือ เทจัง ลูกสาวบุญธรรมของทาบิโตะนั่นเอง
"เรียนจากฉันจะไปได้อะไร ไปเรียนรู้จากธรรมชาตินู่น อย่าถามว่าเรียนอะไร เธอจงคิดตั้งแต่ตรงนั้น สิ่งที่ตาเห็นทั้งหมดนั่นล่ะคือตำรา มองแล้วเห็นอะไรก็ต่างกันไปตามแต่ละคน เธอจงบ่มเพาะมุมมองในแบบของตนเอง"
.
เห็นทาบิโตะยิ้มอ่อนโยนเหมือนทุกทีแล้วความกังวลในใจโยโกะก็จางหาย
.
เธอรู้สึกร่าเริงอย่างบอกไม่ถูก ดูยังไงทาบิโตะก็คงไม่มีเบื้องหลัง แล้วที่เขาทำให้แบบแทบจะฟรีนั้น จะว่าไปก็ดูสมกับที่เป็นเขาดี ไปยุ่งกับทาบิโตะทีไร รู้สึกว่าจิตใจจะอ่อนโยนขึ้นทุกที เขาช่างเป็นคนที่แปลกจริง
.
ใครบางคนโผล่หน้ามาให้เห็นตรงปากหลุม เป็นทาบิโตะที่ดูอ่อนล้ายิ่งกว่าโยโกะ เขากำลังก้มหน้ามองลงไปยังที่ก้นหลุม "ค่อยยังชั่วที่ปลอดภัย" ทาบิโตะพูด
.
"ผมมองเห็นอยู่จากไกลๆครับ มองเห็นเสียงร้องเพลงของอาจารย์โยโกะ เห็นแล้วก็นึกถึงคืนวันเก่าๆ ช่วยร้องให้ผมฟังอีกสักครั้งได้มั้ยครับ"
.
ป่านนี้เขาจะทำอะไรอยู่นะ คืนนี้ทำกับข้าวไปให้เขาเพื่อขอบคุณเรื่องเมื่อวานดีมั้ยนะ
.
บรรยากาศตรึงเครียด มาสึโกะจ้องตาทาบิโตะราวกับจะหาความจริง ทำไมเขาถึงอยากได้ข้อมูลเกี่ยวกับองค์กรอาชญากรรมกันนะ เขาจะรู้ไปเพื่ออะไร สิ่งที่อยู่ลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้นของทาบิโตะ คือคุณธรรมหรือความมืดดำกันแน่
.
ที่ผ่านมาเธอเจอคำขอแบบนี้มาตลอดว่า ขอข้อมูลมากกว่าค่าแรง นั่นทำให้เธอรู้สึกสนใจขึ้นมาเล็กน้อยว่าฮิงุราชิ ทาบิโตะ กำลังไล่ตามอะไรอยู่กันแน่
.
 ..................................................................................................................
หากชื่นชอบที่จะลองอ่านอะไรที่ดูจะคล้ายๆจะแนวนี้แน่ๆแต่กลับให้ความรู้สึกแตกต่างออกไปเพราะตัวละครปฏิบัติไม่เหมือนกับสิ่งที่คิดอะไรแบบนี้ ก็ลองหยิบหนังสือเล่มนี้มาเปิดๆดูก่อนเวลาเข้าร้านหนังสือ แต่ต้องขอย้ำอีกครั้งว่าเรื่องนี้ราบเรียบ จะไม่มีความตื่นเต้นชนิดที่ขมวดคิ้วหรือสนุกเข้มข้นจนวางไม่ลง สำหรับบางคนอาจจืดชืดเลยก็ได้ ดังนั้นขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคนนะ และข้าเชื่อว่าน่าจะมีเล่ม2 3 และ 4 ออกมาเรื่อยๆนะ ลองติดตามดูกัน ส่วนข้านั้นไม่ได้จริงจังแต่ชอบศึกษาติดตามมากกว่าน่ะ ผู้ที่รักการอ่านจะเข้าใจเลยล่ะว่าคืออะไร...

ด้วยอักษรที่รัก
-salinsiree
................................................................

.
.
...........................................................................................................
🍃🌸🍃🌸🍃🌸🍃
©salinsiree
If you have any questions, or would like to talk, contact me!
salinsiree.witchy@yahoo.com

salinsiree quotes 🌿 chapter.10

ช่วงนี้ข้าได้ค้นพบหลายสิ่งที่จับต้องไม่ได้แต่รู้สึกถึงมันได้ จนกระทั่งใครบางคนเดินสวนทางมา หยุด และก้มลงหยิบสิ่งต่างๆเหล่านั้นขึ้นมาต่อหน้าข้า
-salinsiree
.
ข้าอาศัยอยู่ในป่าใหญ่ ในบ้านหลังเล็กๆที่มีห้องหนังสือใหญ่กว่าทุกห้องในบ้าน รวมทั้งห้องครัวที่สวยกว่าทุกห้องในบ้าน
-salinsiree
.
เมื่อไม่นานข้าได้ค้นพบความทรมานที่ซาตานเป็นผู้ยื่นให้ และข้ายอมรับมัน พร้อมกับโอบกอดมันไว้
จนมั่นใจว่าความทรมานนี้จะไม่พรากจากไปไหน..
-salinsiree
.
ก็เพราะว่าข้าไม่มีที่ไปจึงได้มาอยู่ที่นี่ อย่าเคืองใจเพียงเพราะข้าเอ่ยว่าที่นี่ไม่ดีต่อกายข้า ข้าพูดเพราะข้าชอบพูดในสิ่งที่จริง แม้ว่าทุกอย่างจะกลายเป็นคำโกหกเมื่อมันเดินทางสู่หูทั้งสองของเจ้า
แต่ไม่ใช่ใจของเจ้าเลยที่ รับฟัง
-salinsiree
.
.
ครั้งหนึ่งเจ้าเคยเป็นที่รู้จักด้วยความสามารถและถิ่นที่มาช่างแตกต่าง เจ้าโดดเด่นจนเมื่อวันที่ได้รับบาดเจ็บและถูกทำลายให้หายไปจากโลกนี้.. ข้าไม่เคยได้ยินและเห็นอะไรเกี่ยวกับเจ้าอีก
บ้างว่าเจ้าตายสลายกลายเป็นฝุ่น บ้างว่าเจ้าเจ็บป่วยจนไม่อาจแม้ใช้ชีวิตให้ปกติ
บ้างว่าเจ้าเสียสติที่ดีไป จนเวลาผ่าน ดูคล้ายนานแสนนาน...
วันนี้ ข้าได้เห็นเจ้าอีกครั้ง ยืนอยู่บนที่สูง และมองลงมา... ข้ามั่นใจว่าใช่เจ้า
-Hs'
.
ข้าชื่นชอบที่จะอ่าน หลงไหลที่จะเขียน และข้าได้ฝันถึงการอ่านที่สงบและการเขียนที่ราบเรียบ
ในบั้นปลายชีวิตของข้า ข้าฝันว่าจะได้เห็นหญิงชราที่สะท้อนกลับมาเมื่อยามข้ามองดูกระจก แม้แท้จริงอาจไม่ใช่ดั่งที่ฝัน แต่ข้าสามารถที่จะฝันเพราะตัวข้าเองได้อนุญาตแล้ว
-salinsiree
.
ไกล้ถึงวันที่ข้าต้องออกเดินทาง เพื่อเยี่ยมเยียนสหายเก่าแก่ที่แสนดี เขาเป็นเจ้าชายที่ไม่นิทราเพราะเขาไม่ได้หลับตลอดเวลา และมักจะหัวเราะเสมอเมื่อไกล้ถึงเวลาที่ข้าจะไปหา
และเล่าเรื่องราวมากมายให้ฟัง
-salinsiree
.
"ไม่มีใครแบกรับภาระของสองโลกสองเวลาในหนึ่งชีวิตได้ยาวนาน" ข้าได้ยินคำกล่าวนี้และมองดูเจ้าที่ไปมาระหว่างสองโลกสองเวลาด้วยร่างกายที่อ่อนแอและสติที่เจ็บป่วยตลอดเวลา คำถามในใจคือ เจ้าเคยคิดเกี่ยวกับเวลาของตนเองบ้างหรือไม่
-L
.
เชื่อเถอะว่า ในโลกใบนี้และโลกใบนั้น ไม่มีใครอีกแล้วที่จะเป็น "ผู้ที่มีความคิดมากได้เท่ากับที่ข้านั้นคิดมาก" และ ไม่มีอีกแล้วเวลาที่เหลือ ข้าคิดว่าข้าใช้มันเกินแล้ว หากแต่นี่เป็นการ ยื้อ ระดับสุดยอดของคนอย่างข้าที่ไม่มีใครอีกแล้วทั้งในโลกใบนี้และโลกใบนั้นจะทำได้เท่ากับที่ข้าได้ทำ เชื่อเถอะ
-salinsiree
.
ว่าด้วยความจำเป็นที่ผู้อืนไม่เข้าใจ มันไม่สำคัญเท่ากับว่าความเข้าใจนี้เป็นเรื่องของใคร มันหาใช่ของผู้อื่นไม่ หากแต่เป็นเรื่องของเจ้า จึงไม่ผิดหากผู้อื่นไม่เข้าใจ จงแบกมันไว้ให้รู้ว่าเจ้ากำลังแบกรับอะไร เมื่อรู้-นั่นคือเจ้ารู้หน้าที่ของตน จงอยู่อย่างหนักแน่น และร้องไห้อย่าให้ใครได้ยิน
-s's
.
ข้าคลี่กระดาษ และใช้ปลายนิ้วรีดให้เรียบ ก่อนจะเขียนอะไรบางอย่างลงบนกระดาษ มันจะเป็นจดหมายตอบกลับผู้ที่ข้าเคารพว่า ข้าได้ทำแล้ว และทำสำเร็จแล้ว ตอนนี้ข้าได้เดินทางกลับมายังที่ของตนและพกพาความเจ็บป่วยที่มากขึ้นมาด้วย ข้าหวังว่าท่านจะอวยพรให้ข้าดีขึ้นในเร็ววัน
-salinsiree
.
เขาบอกว่าข้าชอบโวยวายและมักจะคุยไม่รู้เรื่อง และมันก็ใช่ที่ข้ามักจะโวยวายยามที่เขาทำให้ข้าร้องไห้ ยามที่เขาทำให้ข้าเสียใจ ยามที่เขาเข้าใจข้าในแบบที่ผิดแปลก ข้าจึงโวยวายทั้งน้ำตาเสมอ
ให้เหมือนกับเด็กที่งี่เง่า ให้เหมือนกับสิ่งที่น่าเบื่อหน่ายสำหรับเขา
แม้ว่าเขาจะเป็นหนึ่งในสิ่งที่เรียกว่าพี่น้อง เพราะความไม่แท้ทางสายเลือดที่ทำให้เราต้องทำสงครามเย็นกันบ่อยครั้งมากกว่าพูดคุยกันเหมือนพี่น้อง
-salinsiree
.
ข้าได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับเขา อดีตซาตานที่ข้าเคยมองเห็นหัวใจ ซานตานที่เคยครอบครองกายและจิตวิญญาณของข้า และยังเป็นซาตานที่ข้าได้เคยครอบครองเช่นกัน พร้อมทั้งควักหัวใจของเขาออกมาดูเล่นอยู่บ่อยครั้ง เขาถามเกี่ยวกับชีวิตที่บัดซบของข้าจากผู้อื่นเมื่อยามที่เขาท่องมาในโลกที่ไกล้กันกับโลกของข้า และเอ่ยว่า ข้านั้นไม่สมควรที่จะอยู่ ข้านั้นสมควรหายไป
สมควรที่จะตายตั้งแต่วันที่เดินออกมาจากชีวิตเขา
-salinsiree
.
ข้าพึ่งได้หนังสือมาเพิ่มในบ้านของข้าสองเล่ม the long valley และ detective tabito higurashi's finding things และข้ากำลังอ่าน thelongvalley
-salinsiree
.
เจ้าเป็นเด็กฝึกหัดที่ข้าไม่เคยมีความต้องการใช้คำว่าลูกศิษย์ เจ้าเป็นเด็กที่ล้าหลังผู้อื่นในทุกๆด้านที่นี่ แม้จะถูกส่งมาเป็นกรณีพิเศษว่าเจ้านั้นเจ็บป่วย หากแต่ต้องการมาฝึกฝนเพื่อเพิ่มทักษะและความแข็งแรง พวกเขากล่าวว่าเจ้าเคยเก่งกาจและมีคำพูดเป็นเลิศมาก่อนหน้าที่จะเจ็บป่วย แต่ข้าได้เห็นว่าเจ้านั้นไม่ยอมพูดอีกทั้งเมื่อพูด ก็เป็นเพียงคำพูดที่น้อยนิดและประหม่าอย่างชัดเจน แต่เมื่อนานวันหลายสิ่งที่ได้เห็นจากเจ้า แต่ไม่อาจได้เห็นจากผู้อื่นจึงได้ปรากฎ และข้าเข้าใจ
แต่ก็ยังไม่ชอบหน้าเจ้าแม้วันที่เจ้าบอกลา และกลับไป
-hinata ss
.
และมาจนถึงวันนี้
ข้าเป็นเพียงคนเดียวในบรรดาสิ่งมีชีวิตในชั้นเรียนรุ่นนั้น ที่ยังมีชีวิตอยู่ แม้จะดูร่อแร่
แต่ข้าก็ยังเป็นคนเดียวที่อยู่รอด (หัวเราะ)
-salinsiree
.
แต่บางที อาจเพราะอายุขัยข้าอาจมีมากกว่าพวกเขาเหล่านั้นอยู่หน่อยนึงก็ได้นะอาจารย์
-salinsiree
....
.........................................................................................................

salinsiree quotes .1
salinsiree quotes .2
salinsiree quotes .3
salinsiree quotes .4
salinsiree quotes .5
salinsiree quotes .6

salinsiree quotes .7
salinsiree quotes .8
salinsiree quotes .9
 ...............................................................................................................................
🍃🌸🍃🌸🍃🌸🍃
©salinsiree
If you have any questions, or would like to talk, contact me!

salinsiree.witchy@yahoo.com

เป็นเพียง "จดหมายที่ถูกส่งกลับมา"

ณ ที่ที่ห่างไกล ข้าได้ห่างหายออกไป คล้ายว่าตั้งใจให้เป็นไป แต่แท้จริงเพราะถูกบางสิ่งนำพา
ข้าเรียกมันว่า ภาระ แม้คำที่ถูกคือคำว่า ภารกิจ ที่ไม่ใช่ภารกิจ หากแต่เป็นปัญหาจากจุดๆหนึ่งและลุกลามจนกลายมาเป็น ภารกิจจำเป็น และเพราะว่ามันนำพาความทุกข์ใจมาให้ข้า ให้ข้าเศร้า หม่นหมองและอ่อนแอ ข้าจึงย่อชื่อคำมันด้วยความตั้งใจ

ภาระนี้ ทำข้าต้องห่างหายไปจากหลายๆสิ่งที่คุ้นเคยและเคยชิน ทั้งจากสิ่งที่ต้องกระทำและคิดว่าตั้งใจต้องทำ ข้าปราศจากการพักผ่อนและปราศจากอาหารที่รัก ปราศจากที่นอนที่คุ้นเคยและอื่นๆที่ถูกดึงออกห่าง ทั้งการรักษาร่างกายให้แข็งแรงและการอ่านหนังสือ จนข้าไม่อาจคว้าอะไรสักอย่างแม้สิ่งนั้นจะไกล้ตัวที่สุด และนั่นทำให้ข้าต้องออกห่างจากการเขียนและจดบันทึก มันเป็นสิ่งเล็กๆที่ข้าได้ทำเป็นประจำอยู่เสมอ และหลายคนรู้ เพราะบ้างก็ได้อ่านสิ่งที่ข้าเขียน แต่หลายคนไม่รู้ เพราะไม่เคยอ่านสิ่งที่ข้าได้เขียนเช่นกัน แต่ไม่สำคัญหรอก สำคัญที่ว่า ข้ามีน้ำใจมากพอหรือไม่ที่จะบอกกล่าวเมื่อมีโอกาส ว่าข้านั้น

ยังอยู่ และกลับมาแล้ว...?
จริงเหรอ?
...
ยัง..ยังหรอก ข้ายังไม่ได้กลับมา
แต่นี่เป็น "จดหมายที่ถูกส่งกลับมา" ให้พวกเจ้าได้อ่านกัน

ไม่มีใครคิดถึงข้าหรอก แต่อาจมีบ้างที่คิดถึงตัวอักษรและประโยคที่ข้าสร้างขึ้นมา คิดถึงบทความที่ไม่แน่นอน คิดถึงเรื่องราวที่ไม่รู้ความหมาย คิดถึงอะไรก็ตามแล้วแต่พวกเจ้าสบายใจและรู้สึกดี เพราะมันทำให้ใจข้ายินดีด้วยเช่นกัน ข้าได้เขียนจดหมายฉบับนี้ในที่ที่ห่างไกล มันห่างไกลสำหรับข้าแต่อาจไกล้สำหรับพวกเจ้าบางคน เจ้าบางคนอาจพักอยู่ไกล้กันกับข้าในตอนนี้ แค่หารู้ตัว..

วันที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ ของเดือน 7 ปีค.ศ.2017
ข้าเริ่มเขียนจดหมายฉบับนี้ ณ บ้านพักของญาติ
..
สบายดีไหม?
ไม่หรอก ไม่ค่อยสบายเท่าไหร่ แต่เอาเป็นว่าข้ายังอยู่เพียงแค่ดูไม่ค่อยดีนัก

เมื่อช่วงต้นเดือน 6 ข้าได้เดินทางมาพักที่นี่ เป็นบ้านพักของญาติข้าเอง พวกเขาอาศัยอยู่กันเป็นครอบครัวเล็กๆมี พ่อ แม่ และลูกชาย แม่ของบ้านหลังนี้เป็นน้องสาวของแม่ข้าเอง หรือพูดง่ายๆว่าเป็นน้าสาวของข้าอีกคนหนึ่ง เราเรียกที่นี่ว่าต่างจังหวัด แต่เป็นต่างจัดหวัดที่ก้าวหน้าแล้วเพราะสำหรับข้านั้นคิดว่าที่นี่ค่อนข้างไปข้างหน้ามากขึ้นถ้าเทียบกับตอนที่ข้ายังเป็นเด็กและเคยอาศัยอยู่ที่นี่แต่ไม่ใช่บ้านหลังนี้ เพียงแต่ที่ที่ข้าพักอาศัยจะอยู่ลึกเข้ามาในธรรมชาติเล็กน้อย อาจจะลำบากเรื่องการจับจ่ายซื้อของ เพราะร้านสะดวกซื้อของที่นี่อยู่บนถนนเส้นใหญ่เท่านั้น แต่บ้านพักของข้าอยู่ถนนเส้นในติดกับภูเขาเลยก็ว่าได้นะ ในช่วงแรกข้าได้พักอยู่ที่นี่เป็นเวลา 19 วันของบทแรก หลังจากนั้นข้าได้เดินทางกลับไปยังที่พักของตนเอง แต่ไม่นานหลังจากนั้นเพียงเวลา 15 วัน ข้าก็จำเป็นต้องเดินทางมาพักอาศัยอยู่ที่นี่อีกครั้ง เป็นบทที่ 2 ของเรื่องราวนี้ ณ ตอนนี้เป็นเวลาสัปดาห์กว่าในรอบที่สองของการพักอาศัยอยู่ที่นี่ l

ในบทแรก : มีความลำบากใจในการเดินทาง ด้วยความทุกข์และความไม่พร้อมทั้งทางกายและจิตใจ กระเป๋าของข้าหนักมากและข้าไม่สามารถ แต่จากนั้นข้าก็ดั้นด้นจนสามารถในที่สุด และเมื่อเดินทางถึงที่หมายข้าได้ติดต่อทางบ้านและจากนั้นก็รอคนมารับ เมื่อคุณพ่อของบ้านนี้มารับข้าจึงได้นั่งรถเข้าบ้านพักโดยใช้เวลาประมาณ...สักพัก คุณพ่อของบ้านนี้หยุดรถที่ร้านค้าของครอบครัวก่อน เพื่อรับคุณแม่ของบ้านนี้หรือน้าสาวของข้านั่นเอง.. ใช่แล้วบ้านนี้มีร้านขายอาหาร เป็นร้านเล็กๆที่มีต้นไม้..คิดว่ามีนะ จากนั้นก็เดินทางต่อสู่บ้านพักที่ที่ข้าต้องพักอาศัยอยู่ในบทแรกนี้เป็นเวลา 19 วัน. และมันเป็นเวลาสิบเก้าวันที่มีเรื่องราวมากมาย ทั้งความยากลำบากในการใช้ชีวิต ด้วยความที่ข้านั้นเป็นสิ่งมีชีวิตที่แพ้ง่ายในเรื่องสภาพอากาศและอาหาร ฝุ่นและอื่นๆ ข้าไม่อาจโทษที่นี่ได้เพราะหากข้านั้นเป็นสิ่งมีชีวิตที่ปกติดีข้าคงสนุกบ้าบิ่นในทุกๆวันแน่นอน แต่ในเมื่อมันกลับกันข้าจึงเจ็บป่วยกว่าเดิมและผอมแห้งลงทันทีในช่วงแรกที่ปรับตัวไม่ได้ ข้าเดียวดายและทรมานมากๆ ช่วงสองสามคืนแรกของการพักที่นี่ข้าไม่สามารถหลับได้เลยเพราะความเจ็บป่วยที่กระดูกสันหลังของข้า เนื่องจากที่นอนนั้นไม่ได้เหมาะกับเนื้อหนังและกระดูกของข้าและเพราะข้าเป็นคนไม่บอกกล่าวไม่กล้าร้องขอด้วยความรู้สึกหลายๆอย่างที่มี ข้าจึงต้องขออาศัยที่นอนของลูกพี่ลูกน้องของข้า หรือลูกชายของบ้านนี้ เมื่อเขาตื่นเช้ามาเพื่อเตรียมตัวไปทำงาน ข้าจึงขอนอนบนเตียงของเขาที่อยู่บนบ้าน ข้าไม่อาจรู้หรอกว่าเขาจะพอใจหรือไม่ แต่เขาก็ตกลงเสมอ และในที่สุด ต่อมาเขาก็ยกเตียงนั้นให้ข้าและตัวเขาเองย้ายเข้าไปในห้องเก่าแก่ที่ตอนนี้เป็นห้องเก็บของ เขาจัดการใช้เตียงเก่าที่เคยนอนสมัยยังเรียนอยู่ที่นี่แล้วก็เป็นเวลาสักพักที่เขาจัดการ ทุกอย่างก็ผ่านไปและข้ายังได้โต๊ะเขียนหนังสือแถมมาด้วย โดยเขาให้เหตุผลว่าจะได้เขียนอะไรได้ และหลังจากนั้นข้าก็ได้นอนหลับและพักหลังสักที แม้ต่อจากนี้ข้าและเขาจะมีปัญหากันมากพอสมควรแต่ก็มีบ้างที่ได้พักและคุยเล่นตามประสาพี่น้องก่อนจะทำสงครามเย็นกันต่อ มันเป็นเรื่องปกติเพราะเขาไม่เข้าใจอะไรหลายๆอย่างและพยายามอยากเข้าใจในแบบของเขา ซึ่งมันตรงข้ามกับสิ่งที่ข้าเป็นเสมอ แต่เขาไม่รู้มากนักเพราะข้าไม่ได้แสดงตัวตนให้เห็นนอกจากความอ่อนแอและหงุดหงิดโวยวายใส่ เขาไม่ชอบคนโวยวายและข้าจึงชอบนักที่จะทำให้เขาเห็นแบบนั้น ข้าต้องนอนเจ็บป่วยเดียวดายลำพังบ่อยครั้งและอดทนต่อหลายสิ่ง แต่เมื่อถึงเวลาข้าต้องเป็นเด็กที่พูดคุยเรื่องราวและเข้าใจในสิ่งที่เป็น อยู่และทำในสิ่งที่พวกเขาต้องการ ทำให้พวกเขาเห็นว่าข้านั้นปกติ ต่อมาข้าได้ให้กำลังใจตนเองว่าทุกอย่างที่นี่เป็นการฝึกฝนตนและต้องทำให้ได้เพราะข้ามักมุ่งมั่นหากเป็นการฝึกฝนที่ต้องผ่านไปให้ได้ ข้ามีสมุดบันทึกเล่มหนึ่งและข้าเขียนเรื่องราวในแต่ละวันของที่นี่อยู่เสมอ ตลอดเวลา. ในบทแรกของการพักที่นี่ ข้าได้รับมอบหมายงานบ้านด้วยความเต็มใจเพราะตนเดิมของข้ารักงานบ้านเหมือนผู้เป็นมารดาของข้า แม้บางครั้งข้าก็ไม่อยากรับมาในบางเรื่องของงานเพราะความเจ็บป่วยค้านไว้ แต่ข้าก็อยากทำเพราะแลเห็นว่าไม่มีใครทำได้ดีเท่าตัวข้าเองแล้วในบางงาน แต่ที่แน่นอนข้าต้องล้างจานชามในทุกวันและกวาดบ้านทั้งหลังเมื่อเวลาสี่โมงและเข็มยาวของนาฬิกาชี้เลขแปดนั่นเอง ข้าต้องพาสุนัขสองตัวไปว่ายน้ำเล่นในทุกเย็น ช่วงแรกเป็นการเดินไปพร้อมสุนัข ช่วงหลังข้าได้จักรยานมาเป็นยานพาหนะในการขับเคลื่อนพาสุนัขไปว่ายน้ำ เป็นแบบนี้จนวันสุดท้ายที่จักรยานยางแบน และเมื่อถึงเวลาเดินทางกลับลูกพี่ลูกน้องของข้าก็เป็นคนขับรถมาส่งข้าและข้าได้เดินทางต่อด้วยตนเองจนถึงที่ที่ข้าเรียกว่าบ้าน

ในบทที่สอง : ของการกลับมาพักที่นี่อีกครั้ง ครั้งนี้ทุกข์ทรมานกว่าครั้งแรกมากมายนัก แต่ข้าก็ไม่อาจบอกพวกเขาว่าข้าได้เจ็บป่วยมากเพียงไหน น้าสาวของข้าได้เดินทางมากับข้าด้วยเนื่องจากว่าข้านั้นเดินไม่ค่อยไหว "ว่าด้วยความจำเป็นที่ผู้อื่นไม่เข้าใจ มันไม่สำคัญเท่ากับว่าความเข้าใจนี้เป็นเรื่องของใคร มันหาใช่ของผู้อื่นไม่ หากแต่เป็นเรื่องของเจ้า จึงไม่ผิดหากผู้อื่นไม่เข้าใจ จงแบกมันไว้ให้รู้ว่าเจ้ากำลังแบกรับอะไร เมื่อรู้-นั่นคือเจ้ารู้หน้าที่ของตน จงอยู่อย่างหนักแน่น และร้องไห้อย่าให้ใครได้ยิน" ข้าระลึกถึงคำเหล่านี้จากคนหนึ่งคนที่เอ่ยกับข้า ข้าเรียกเขาว่าอาจารย์ เขาติดต่อข้าผ่านสหายคนหนึ่งที่ได้มาเยี่ยมข้าในคืนก่อนเดินทาง และเมื่อเวลาเดินทางมาถึงในตอนเช้า ข้าก็ได้รับความรู้สึกที่เลวร้ายต่อจิตใจ ข้ารู้สึกแย่และร้องไห้ไม่หยุดจนอาการผื่นแดงตามผิวหนังเริ่มออกอาการ มันมักจะมีบางอย่างคล้ายผื่นสีแดงแต่อยู่ใต้ผิวหนังของข้าเวลาที่ข้านั้นร้องไห้อย่างหนักและมีอาการบีบเค้นที่หัวใจ ข้าคงไม่เล่าว่าเพราะสิ่งใด แต่จะเล่าเพียงข้าได้มีอาการเหล่านี้หลังจากการติดต่อกับลูกพี่ลูกน้องของข้า ดังนั้นนี่เป็นจุดเริ่มต้น... ของบทที่สองในการเดินทางมาพักที่นี่ ข้าออกเดินทางในเวลาช่วงเย็นเพราะมีความจำเป็น เมื่อถึงที่หมายพร้อมกับร่างกายที่ร้าวรานจากเดินทาง ข้าก็ได้นอนรอคนมารับด้วยการหนุนตักของน้าสาวผู้ที่เดินทางมาส่งข้า เนื่องจากข้าไม่สามารถและไม่อาจดั้นด้นจนสามารถได้อีกแล้วในการขนสัมภาระด้วยตนเอง และเมื่อผู้มารับเดินทางมาถึง ข้าจึงลุกขึ้นและมองออกไป ข้ารับรู้ล่วงหน้าแล้วว่าใครจะมากับเขาด้วยจึงได้บอกเล่ากับน้าสาวล่วงหน้าแล้วว่า อาจจะ มีผู้อื่นมาด้วย ดังนั้นข้ากับน้าสาวจึงไม่แปลกใจอะไรและกล่าวทักทายปกติ ยกเว้นข้าที่ไม่ได้ทักทายหรือมองหน้าเขาผู้มารับ เพราะข้าได้ตั้งใจเอาไว้แล้ว..ข้าเจ็บปวดหัวใจต่อคำพูดและความคิดของเขาที่มีต่อข้า และเราก็ได้ออกเดินทางจากที่ที่รอสู่ที่ที่จะต้องพักผ่อนในคืนนั้น ระหว่างทางไม่มีการพูดคุยที่เหมาะสมนัก นอกจากตามมารยาทที่สื่อสารกัน และน้าสาวของข้าที่เป็นคนพูดคุยเพื่อไม่ให้ทุกอย่างดูเงียบเกินไป และนั่นก็เป็นอีกตอนของจุดเริ่มต้นของบทที่สองของการเดินทางมาพัก ณ ที่แห่งนี้... มันเริ่มด้วยความเงียบ และมันก็เป็นเช่นนี้เรื่อยมาจนกระทั่งตอนนี้ แม้ว่าครั้งนี้ข้าจะไม่ได้รับมอบหมายหน้าที่การงานอะไรเหมือนที่เคยทำในบทแรกเพราะสุขภาพที่เจ็บป่วยและแย่ลงอย่างชัดเจนรวมถึงคำจากปากน้าสาวที่บอกล่าวพวกเขาให้เข้าใจก่อนเดินทางกลับ เนื่องจากลำพังข้าเองมักจะไม่พูดสิ่งใดออกมาตรงๆเลยทำให้ตัวข้ามักไม่ได้มาหรือไม่ได้มีความเข้าใจจากรอบตัวมาสู่ตนเองบ่อยนักเพราะปากข้าเองที่ไม่ค่อยชอบเอื้อนเอ่ย แต่ข้าก็ยังคงหยิบจับนั่นนี่เป็นระยะแม้จะไม่ทุกอย่าง และช่วงหลังก็ไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากเรื่องของตนที่พกพามาทำด้วย และในส่วนของลูกพี่ลูกน้องของข้า เราต่างก็ยังไม่ได้พูดกันและไม่ได้เจอหน้ากันด้วยความที่ข้าพักผ่อนไวและปิดไฟเข้านอนเร็วก่อนที่เขาจะกลับมาถึงบ้านเสมอและเพราะข้าเองก็ยังคงโกรธเคืองเขามากจริงๆ และมันก็เป็นการดีสำหรับเขา ข้าคิดว่าเขาไม่ชอบใจในการมาครั้งนี้ของข้านัก ไม่ชอบจริงๆและขัดใจเขาในบางเรื่อง แต่ข้าก็พยายามทำตัวเองให้เงียบและไม่รบกวนเขา ความเจ็บป่วยที่มีข้าก็สามารถเป็นลำพังได้โดยไม่ร้องขอแม้บางครั้งก็อยากได้ความช่วยเหลือ หากแต่เขาได้เปลี่ยนแปลงไปเยอะมากสำหรับความรู้สึกที่ข้าได้รับ ข้าจึงคิดว่าควรปล่อยให้เขาอยู่เหมือนไม่มีข้าอยู่จะดีที่สุด เพราะเขาก็คือเจ้าบ้านและข้าคือผู้มาพักอาศัยชั่วคราวเท่านั้น ความเงียบทำให้ข้าเหงาและเดียวดายมากๆ ข้าไม่สามารถเล่นสนุกกับสัตว์เลี้ยงของบ้านนี้ได้อย่างเต็มที่ด้วยความอ่อนแอที่มีทำให้ไม่สามารถเล่นกับพวกมันที่ชอบเล่นด้วยการกระโดดและกระโจนใส่ข้าทุกครั้งที่เห็น.. ข้าจึงอยู่และเจ็บป่วยและอยู่กับแสดงตนให้ผ่านในแต่ละบทที่เข้ามาให้ข้าได้เล่นเป็นตอนๆ จนครบอาทิตย์น้าสาวข้าได้เลือกที่จะเดินทางมาเยี่ยมข้าเพราะความห่วงใยและพกพาขนมขนมมาด้วยมากมาย เนื่องจากว่าข้านั้นขาดแคลนขนมหลังจากที่ทำสงครามเย็นกับลูกพี่ลูกน้องของข้านั่นเอง แต่วันต่อมาน้าสาวของข้าก็ต้องเดินทางกลับไปและข้าก็ได้แต่เฝ้ามองออกไปและนึกถึงวันที่จะได้กลับไปและได้รักษาสุขภาพของตนเองต่อจนหายสักที ข้ายังคงหิวแต่บางครั้งก็ทานไม่ได้มากนักเพราะข้าได้รับอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งนานๆไม่ได้แต่แน่นอนว่าข้าไม่ได้เอ่ย มันจึงทำให้ข้าแย่ลง แต่ช่วงหลังพวกเขาเริ่มเข้าใจและเปลี่ยนเมนูอาหารให้ข้าบ้าง แต่ไม่กี่วันข้าก็จะได้กลับแล้วจนถึงตอนนี้ข้าก็ยังคงอาศัยอยู่ที่นี่ แต่ไม่กี่วันจากนี้ข้าจะได้กลับไปทำสิ่งที่ค้างคาให้เรียบร้อยแล้วได้พักรักษาตัวให้ต่อเนื่องสักที ข้าจึงเขียนเพื่อบอกเล่า ให้มันเป็นจดหมายที่ถูกส่งกลับมาจากข้า และหวังว่าพวกเจ้าจะส่งกำลังใจมาให้ข้าได้มีกำลังในการเดินทางบนวิถีของข้า ความลับ ความสัตย์ ความเป็นตัวข้า ภาวนาขอให้ข้ารักษามันให้เป็นหนึ่งจนสำเร็จในทุกสิ่งที่ต้องทำด้วยนะ สหายทั้งผู้รักการอ่านและเคารพตัวอักษรทั้งหลาย

 ...........................
และเมื่อวันที่ข้าเดินทางกลับได้มาถึง ข้าเองก็คงต้องบอกว่า อาจยังไม่พร้อมแม้ตัวจะถึงบ้านแล้ว เพราะข้ายังต้องทำหลายสิ่งและพักรักษาตัวต่อจากที่หยุดเอาไว้ และเมื่อข้าพร้อมไม่ว่าจะหายดีมากน้อยแค่ไหนหรือยังคงไม่หายดีก็ตาม แต่ถ้าหากข้าพร้อม ข้าสัญญาว่าจะกลับมา และขีดๆเขียนๆหลายสิ่งที่ไหลเวียนอยู่ในหัวให้เป็นเรื่องราวสำหรับบันทึกไว้ในห้องสมุดของข้าที่นี่ แน่นอน

ด้วยอักษรที่รัก
-SaLinsiree
...............................................................................
©salinsiree
...

If you have any questions, or would like to talk, contact me!
salinsiree.witchy@yahoo.com

i'm dancing with my demons

ข้าเต้นรำ กับปีศาจในจิตใจของข้า
โยกย้ายและเคลื่อนไหว เริงระบำชิ้นส่วนของกาย อ่อนช้อยผ่านห้วงเวลา 
ห้วงเวลาที่มีเรื่องราว
มันมากมายและแสนเจ็บปวด ช่างเจ็บปวดเหลือเกิน
เกินกว่าจะโหยหา และเริงระบำอย่างมีความสุข
ร่างกายของข้าอ่อนช้อย และมันจะไม่หยุดเคลื่อนไหว
ปีศาจของข้าชื่นชม และข้าชื่นชมปีศาจของข้าเช่นกัน
เราต่างพึ่งพากันในยามนี้ เสมอ
เพราะไม่มีใครสามารถเยียวยาข้า
จากหลุมดำ
เพราะไม่มีใครสามารถรักษาข้า
จากบาดแผล
เพราะไม่มีใครสามารถหาหนทาง พาข้าออกวิ่ง เพื่อหนี
จากสิ่งที่เป็นตัวข้า
ข้าจึงเต้นรำ เริงระบำและสะบัดความทุกข์ผ่านห้วงเวลา ห้วงเวลาที่มีเรื่องราว
ชิ้นส่วนจากร่างกายข้าโบกสบัด พริ้วไหว
บางครั้งอาจลืม บางครั้งอาจเยียวยา
ข้าคิดเช่นนั้น และทำเช่นนี้ เพื่อเยียวยา
เสมอมา
...
-SaLinsiree
.
.
.
..........................................................................................................................
...........
©salinsiree
...
If you have any questions, or would like to talk, contact me!
salinsiree.witchy@yahoo.com

(เรื่องสั้น) my window หน้าต่างที่ไม่สวยงาม แต่มีบุญคุณ

บ้านของเจ้ามีหน้าต่างไหม?
ในที่-ที่ข้าอาศัยอยู่ มันมีนะ แต่เพราะว่ามันไม่ได้สวยงามเท่าไหร่จึงไม่ได้จดจำมันมากนักว่ามีตัวตนอยู่ รู้แค่ว่านั่นคือหน้าต่าง ส่วนแสงนั้นก็มาจากทางหน้าต่างแต่ไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับมันมาก

จริงๆแล้วข้าชื่นชอบหน้าต่างนะ มีความฝันอยากจะมีบ้านเป็นของตัวเอง บ้านหลังเล็กๆที่สวยงามสำหรับข้า สร้างในแบบที่ข้ารัก-ตกแต่งในแบบที่ข้าชอบ และหน้าต่างทุกบานคือสิ่งสำคัญ ข้าไม่ชอบให้บ้านของข้ามืดหม่นหรืออับแสง ข้าชอบความสว่างในตอนกลางวันมันทำให้ข้ารู้สึกสดใส แต่ไม่ใช่ความร้อนที่สว่างจนทำให้ข้าป่วยนะ เจ้าต้องแยกแยะแสงเหล่านั้นให้ดีๆล่ะ
ข้าชื่นชอบหน้าต่างที่ถูกออกแบบและสร้างในยุคต่างๆมากมาย แต่ละยุคสมัยหน้าต่างและสิ่งก่อสร้างก็แตกต่างกันออกไป ข้าแค่ชื่นชอบที่จะศึกษาแต่ไม่อาจได้สร้างหรือทำมันขึ้นมาเอง ได้แค่ดูข้าก็สามารถฝันได้อย่างมีความสุขแล้ว ข้าไม่ได้ทะเยอทะยานเพราะความเหนื่อยจากการหวังให้ได้มาจะทำให้ข้านั้นเจ็บป่วย หน้าต่างในที่-ที่ข้าพักอาศัยนั้นไม่ได้สวยงาม ข้าจะยุ่งเกี่ยวกับมันแค่ตอนทำความสะอาดยามที่ฝุ่นผงมาเกาะจนความใสของกระจกพับที่ติดกับหน้าต่างต้องหมองลง และเพราะข้านั้นไม่อาจอยู่ร่วมกับฝุ่นผงหรือพวกกลิ่นควันต่างๆได้ จึงต้องคอยทำความสะอาดและกำจัดมันออกไปอยู่เสมอแต่ก็ไม่บ่อยมากเพราะบางครั้งข้าก็ขี้เกียจอันเป็นผลมาจากความเหนื่อยล้าที่จิตใจส่งผลให้ร่างกายไม่ต้องการทำสิ่งใดหรือแตะต้องอะไรอื่นๆ แต่เมื่อถึงที่สุดแล้วข้าก็ไม่อาจปล่อยปะละเลยได้ จะด้วยว่านิสัยพื้นฐานที่ต้องมีความสะอาดอยู่รอบตัว จะด้วยว่าการเติบโตทำให้เปลี่ยนแปลงหรืออาจเพราะ ข้านั้นเป็นลูกของแม่ ผู้ที่รักความสะอาดเยี่ยงชีวิต ข้าจึงทำในสิ่งที่ต้องทำอยู่ดี...

วันหนึ่ง -ช่วงเวลาก่อนที่ ช่วงเวลาตอนเย็นจะมาถึง ก่อนจะเป็นตอนค่ำ.
ข้านั่งเขียนบทความเกี่ยวกับ today quotes -i am บทที่ 9 กำลังคิดและพิจารณา กำลังไตร่ตรองและแยกแยะคำพูด กำลังนึกถึงผู้คนและสิ่งของ นึกถึงอากาศและบรรยากาศ นึกเพื่อให้ได้มาซึ่งคำตอบว่าจะเขียนมันต่อให้จบอย่างไรดี บทความนี้จะมีไม่มากนักและน้อยลงหน่อยทั้งเนื้อหาตัวอักษรและรูปภาพที่ใช้จะมีเพียงรูปเดียวเท่านั้น เนื่องจากข้ากำลังพักฟื้นสมองและจิตใจจึงไม่อาจใช้งานในส่วนที่ต้องคิดมากนัก ตอนที่ข้านึกถึงบรรยากาศข้าคิดเกี่ยวกับสายฝน ที่มันตกพรำๆไม่มากไม่น้อยในทุกๆวัน อากาศจึงเหมาะสำหรับคนที่แพ้ความร้อนอย่างข้า ข้าคิดว่าตนกำลังกังวลหากสายฝนและความเย็นชื้นมาลาจากไปกระทันหัน ตอนนั้นที่ข้าหันไปมองทางหน้าต่าง จะได้มองเห็นท้องฟ้าเพื่อพิจารณาสีของมันว่าเป็นอย่างไร สีที่อึมครึมนั้นมันให้ความหวังกับข้า แต่บางอย่างสะดุดตาข้ามากกว่าสีของท้องฟ้าคือ ความหม่นหมองของมุ้งลวดและความใสของกระจกที่ติดกับหน้าต่างนั้นมันไม่สวยงาม ความหม่นหมองและไม่สวยงามนั้นทำให้ข้ามองเห็นภายนอกได้ไม่ชัดเจน รวมถึงกิ่งไม้ของต้นไม้ใหญ่ที่อาศัยและมีชีวิตอยู่ติดกับระเบียงของข้า กิ่งของมันไม่ใหญ่มากแต่ยาวพาดระเบียงของข้า ข้าไม่ได้ตัดกิ่งของมันหรอกเพราะชอบมองดูใบเล็กๆของมันเต้นระบำพลิ้วไหวได้ไม่หยุดหย่อนในทุกๆเวลา สวยงามอ่อนช้อย มันเป็นเรื่องเล็กๆที่ข้าใส่ใจและชื่นชอบ จุดเล็กๆที่ข้ายังคงเก็บไว้ ข้าเพียงแค่ดึงก้านของกิ่งมันออกในส่วนที่ลุกล้ำเข้ามาในอาณาเขตของข้าเท่านั้น ตอนนี้คงถึงเวลาแล้วสินะ ข้าคิด.. ได้เวลาทำความสะอาดมันแล้ว เพราะไม่นานข้าอาจมีความยุ่งยากจากความสกปรกที่เกิดจากฝุ่นผงเหล่านั้น
ข้าจึงทำความสะอาดมัน
ปกปิดจมูกด้วยหน้ากากอนามัยกรองอากาศขนาดหนาและใหญ่ และอื่นๆที่ข้าสวมใส่ราวกับว่าข้าจะไม่ได้ทำเพียงแค่ เช็ดถูหน้าต่าง... ตรงหน้าต่างมีโต๊ะสีน้ำตาลเข้ม บนโต๊ะมีสิ่งของเล็กน้อยวางอยู่ จำพวกขวดน้ำ แก้วน้ำ และเปลือกมะนาวที่ข้านำมาผ่าครึ่งและบีบเอาน้ำของมันสำหรับดื่มตอนตื่นนอน เปลือกของมันยังคงอยู่ ข้ายังไม่ได้ทิ้ง จะทิ้งตอนไหนมันก็เรื่องของข้า ซึ่งข้ามักจะเก็บทิ้งและทำความสะอาดโต๊ะทุกๆเย็นแหละไม่ต้องห่วงหรอกนะ แต่ก่อนหน้านั้นเมื่อประมาณปีกว่าๆ จะมีหลายอย่างพวกผลไม้และอาหาร อาจมีขนมบ้างในบางวันวางอยู่บนโต๊ะ แต่นั่นมันก็ตอนที่แม่ของข้ายังมีชีวิตอยู่ แต่ตอนนี้แม่จากไปแล้วอะไรหลายๆอย่างจึงเปลี่ยนแปลงและข้าเองก็เป็นคนที่เปลี่ยนแปลงมันในบางจุด ข้าเคลื่อนย้ายสิ่งของที่มีเพียงเล็กน้อยจากบนโต๊ะไปไว้จุดอื่นชั่วคราวเพื่อความสะดวกในการทำความสะอาด

และเมื่อมันสะอาดดีแล้ว ทั้งด้านในและนอก
ข้ายืนมองดูอยู่เงียบๆภายในห้องและออกมายืนดูภายนอกอีกครั้งตรงระเบียงเพื่อตรวจสอบอย่างเงียบๆ ทุกอย่างดูเรียบร้อยดีแล้ว ข้าจึงทำความสะอาดสิ่งของต่างๆและเตรียมขนย้ายสิ่งของกลับมาวางบนโต๊ะ ตอนนั้นเองที่ข้ามองดูโต๊ะสีน้ำตาลเข้ม มันยังคงใหม่เอี่ยมและสียังคงสด มันสูงแต่ไม่สูงติดขอบหน้าต่าง ห่างกันเพียง.. เมื่อนิ้วชี้และนิ้วโป้งมือข้า อ้ากว้างห่างออกจากกันเกือบพอดี ข้ามองดูมันและคิดอะไรบางอย่างออก ข้าถอยออกจากหน้าต่างและเดินไปหยิบกล้อง ขาตั้งกล้อง ข้าจัดการกล้องและขาตั้งกล้องอยู่สักพักเพราะว่าขาตั้งกล้องนี้ไม่ได้มีไว้ให้กล้องของข้าตัวนี้มาใช้งานร่วมด้วย แต่ข้าก็จัดการได้เองในที่สุด จากนั้นข้าหวีผมของตนและกดตั้งเวลากล้องก่อนจะรีบวิ่งไปที่โต๊ะเพื่อขึ้นไปอยู่บนนั้นและทำท่าทางต่างๆให้ทันเวลา ตอนนั้นข้าคิดว่าตนผิดที่ไม่ได้ซ้อมขึ้นโต๊ะก่อน มันดูไม่สูงแต่ก็ขึ้นลำบาก แต่ก็เพราะว่าข้าเป็นตัวข้าเองจึงไม่อยากหาข้ออ้าง แค่อยากทำก็ทำซะเถอะนะ
ผ่านไปสิบกว่าครั้งของการเขย่งตัวขึ้นโต๊ะ และลงมาจากโต๊ะเพื่อวิ่งไปเช็คดูรูปที่ถ่าย มันไม่ใช่รูปที่สวยงามหรือมองดูแล้วชื่นชม เพราะว่ากล้องตัวนี้เป็นเพียงกล้องที่ไม่ได้มีอยู่เพื่อถ่ายภาพสวยงาม และข้าเองก็เพียงแค่ต้องการมีรูปคู่กับหน้าต่างบานนี้เท่านั้น 

ความเหงาที่เกิดจากรูปที่ถ่าย
ข้ามองดูและคิดว่ามันดูเหงา และอาจเพราะว่าข้ามีความเหงาอาศัยอยู่ด้วยจริงๆ เป็นความเหงาของธรรมชาติที่ผู้คนเช่นข้านั้นมี. ทำไมข้าถึงถ่ายรูปคู่กับหน้าต่างทั้งที่บอกว่าไม่ค่อยสนใจมันมากเพราะว่ามันไม่สวยงาม.. ก็เพราะว่าข้า ข้าคิด.. คิดว่าบางทีมันอาจน้อยใจ น้อยใจที่ไม่มีใครสนใจมัน มันอาจคิดว่า ตัวมันเองคงต้องดูแย่ลงและสกปรกมอมแมมก่อนใช่หรือไม่ ถึงจะมีคนมาเหลียวแลและดูแลมัน เหมือนที่ข้าทำกับมันในวันนี้ และเพราะข้าคิดได้ยามที่ทำความสะอาดมันในวันนี้ คิดได้ว่ามันคือหน้าต่างบานเดียวที่ข้ามี มันคือสิ่งที่มอบความสว่างให้ข้ายามที่กลางวันอาศัยอยู่ก่อนที่กลางคืนจะเข้ามาแทนที่ มันคือที่-ที่ให้อากาศเข้ามาและออกไป และข้าจำเป็นต้องหายใจอยู่ในที่-ที่อากาศนั้นถ่ายเทได้ดี แม้ที่นี่จะไม่ได้ดีมากแต่ก็อยู่ได้ และแม้อาจมีประตูที่อยู่ติดกันช่วยในเรื่องนี้ได้ดีกว่า แต่บางครั้งประตูก็ต้องถูกปิดเพื่อบางอย่าง เช่นยามที่ข้าต้องเข้านอน หรืออื่นๆ ดังนั้นหน้าต่างนี้เป็นที่เดียวที่จะยังคงเปิดตลอดเวลา และตลอดเวลาที่มันเปิดอยู่ข้ายังคงมองออกไปและเห็นกิ่งไม้สีเขียวอ่อน-แก่-เข้ม เห็นท้องฟ้าและตึกที่อยู่อาศัยไกลๆ ยามกลางคืนข้าจะมองเห็นดวงจันทร์ที่โคจรมาตรงหน้าต่างอยู่เสมอแม้จะไม่ทุกคืน หน้าต่างนี้มันไม่จำเป็นต้องปิดเพราะว่ามีมุ้งลวดหรือจะเรียกอะไรก็ตามติดกั้นเอาไว้ บานพับเป็นกระจกไม่ใช่ตัวเนื้อไม้แบบหน้าต่างทั่วไป แม้ในวันที่ฝนตกหนักแค่ไหนก็ไม่อาจสาดใส่หน้าต่างนี้ ไม่อาจมาถึงหน้าต่างนี้ได้ แม้มันจะขี้เหร่แต่ก็มีบุญคุณต่อข้า ข้ามักจะสำนึกอะไรๆได้เสมอเมื่อเวลาผ่านไป บางอย่างก็สายเกินไป บางอย่างก็ยังไม่สายเสียทีเดียว

สำหรับหน้าต่างบานนี้ข้าคิดว่ายังไม่สายนักหรอกนะ เพราะว่าข้าตัดสินใจเป็นเพื่อนที่ดีกับมันและตั้งชื่อให้มัน ข้าเคยกล่าวในบทความของข้าแล้วว่าตัวข้านั้นชอบที่จะตั้งชื่อให้สิ่งของต่างๆ แต่ก็จำไม่ได้ว่าบทความไหนอีกแหละนะ. ดังนั้นพวกเจ้าเองก็อย่าลืมหยุดและคิด.. เมื่อนิ่งได้สักพัก ก็จงเหลียวมองรอบตัวเพื่อดู ดูว่ามีอะไรรอให้เจ้าใส่ใจและดูแลอยู่หรือเปล่า ดูว่ามีอะไรที่สมควรต้องขอบคุณบ้างหรือไม่ แม้ว่ามันจะเป็นเพียงสิ่งที่เล็กมากๆจนทำแล้วมันอาจเป็นเรื่องเล็กๆจนไม่น่าสนใจ แต่เชื่อเถอะว่าเรื่องเล็กๆเหล่านี้สามารถเยียวยาและรักษาและช่วยสอนให้ผู้คน-มนุษย์ได้เรียนรู้ ว่าสิ่งที่เล็กสิ่งที่น้อยล้วนแล้วแต่มีความหมาย ความหมายเหล่านั้นคืออะไรบ้างก็แล้วแต่สิ่งเหล่านั้นที่เจ้าได้เห็นและพึ่งได้ลองใส่ใจ และมัน-ช่วย ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม อย่าลืมขอบคุณมัน เหมือนที่ข้ามักจะขอบคุณรองเท้าเป็นประจำ เพราว่าอะไรพวกเจ้าก็คงจะเข้าใจแล้วหากได้อ่านมาถึงตอนนี้ และแน่นอนว่ามันก็มีชื่อเหมือนกัน ส่วนหน้าต่างของข้านั้น มันชื่อว่า

หน้าต่างของข้ามีชื่อว่า เบรทซีล์
ผู้มอบแสงและอากาศ ผู้ที่ไม่เคยสนิทกันในตอนนั้นและได้ทำความเข้าใจกันในวันนี้
ขอบคุณ ข้าจะเรียกชื่อของเจ้าบ่อยๆและไม่ปล่อยให้เจ้าต้องมอมแมมอีกต่อไป

ด้วยรัก
SaLinsiree
..........................................................................................................................
...........
©salinsiree

...

If you have any questions, or would like to talk, contact me!
salinsiree.witchy@yahoo.com

salinsiree quotes 🌿 chapter.9

หล่อนเป็นเพียงดอกไม้ที่บาดเจ็บและบอบช้ำ
แต่กระนั้นหนามของหล่อนยังคงแหลม และทิ่มแทง หากผู้ที่หล่อนไม่ปราถนา เข้าไกล้
S
.
บ่อยครั้งข้ามีความเศร้าที่ไม่อาจรักษาให้หายขาด
จึงตัดสินใจตั้งชื่อให้มัน และชวนมันมาเป็นเพื่อนเล่นของข้า
-salinsiree
.
ข้าไม่ได้ร้ายกาจเฉกเช่นปีศาจ จงอย่ากล่าวหา-เพราะนั่นไม่ใช่ข้า
แต่ข้าเป็นเพียง-ความรักของซาตาน
-salinsiree
.
ความลับของข้านั้นมีชีวิต มันอาศัยอยู่ในวิญญาณของข้า
ลึกลงไปในส่วนที่ดำมืดและลึกลงไป
หากอยากรับรู้ เจ้าจำเป็นต้องร่วงหล่น เพื่อดิ่งลงสู่มัน..
-salinsiree
.
.
เจ้าเป็นสหายที่มีน้ำใจข้ายอมรับ แต่อย่ามีข้าไว้เพื่อใส่ใจจนเกินไป
เพราะมันอาจกลายเป็น-ภาระทางความรู้สึก เมื่อเวลาผ่านไป
-salinsiree
.
เจ้าชอบทำสวน แต่ทำไมสวนของเจ้าจึงไม่มีดอกไม้ มันล้วนแต่เป็นสีเขียว
-K
.
มันจะมีในไม่ช้า แต่ไม่มากนัก
เพราะข้าไม่ได้ชื่นชอบดอกไม้แต่ก็ไม่ได้เกลียด
เพียงแต่ข้าต้องเลือก
-salinsiree
.
ข้าชอบความรู้สึกของการถูกครอบงำโดยซาตาน
บนเรือนร่างที่เปลือยเปล่าของข้า
และซาตานก็คลั่งไคล้เช่นกัน
-salinsiree
.
ช่วงนี้ข้าชื่นชอบสายฝน และมักจะเฝ้ารอมัน ทุกวันที่ท้องฟ้าดำมืด ใจข้าจะพองโต
ความเย็นที่มาพร้อมกับสายฝนจะชำระล้างความร้อนที่ทำให้ข้านั้นเจ็บป่วย
-salinsiree
.
ข้ามีความฝันที่ขัดแย้งกับความเป็นจริง ซึ่งตอกย้ำว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดขึ้น
แต่กระนั้น ข้าก็ยังคงฝันเกี่ยวกับมัน
-salinsiree
.
หากเจ้าอยากเปลี่ยนเส้นทาง สู่เส้นทางสายใหม่ที่ไม่มีข้าร่วมเดิน จงบอก
เพราะข้ายินดีและจะยืนส่งเจ้า ตรงนี้
-salinsiree
.
ในอดีตที่เลือนลาง ข้าจดจำบางสิ่งที่เรียกว่า ความรัก 
-salinsiree
.
ข้าแค่อยากเห็นเจ้าด้วยตาทั้งสองของตนเอง
อยากได้กลิ่น อยากสัมผัสและรู้ว่าเจ้ายังเหมือนเดิม
จึงมา-เพื่อให้ได้เห็น และฟังเสียง-ที่เจ้าได้เอ่ย
-boy with brown hair
.
การพบกันบ่อยครั้งจะนำความยุ่งยากมาสู่เจ้า
และเมื่อเจ้ามีความยุ่งยาก ใจข้าจะกังวลและไม่มีความสุข
มิตรที่ดีจะต้องคอยรักษาหัวใจของกันและกัน และฟังความคิดของกันและกัน
-salinsiree
.
................................................................................................................................

salinsiree quotes .1
salinsiree quotes .2
salinsiree quotes .3
salinsiree quotes .4
salinsiree quotes .5
salinsiree quotes .6

salinsiree quotes .7
 salinsiree quotes .8
...............................................................................................................................

©salinsiree
...
If you have any questions, or would like to talk, contact me!
salinsiree.witchy@yahoo.com